ผลการสำรวจบริบทด้านอุบัติเหตุบนท้องถนนตามบริบทของพื้นที่

การสำรวจข้อมูลเบื้องต้นในบริบทท้องถิ่นเพื่อประกอบการออกแบบกิจกรรมและแก้ปัญหา            ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ถนนให้ปลอดภัย ทางคณะทำงานได้ขอให้ครูที่ร่วมโครงการตอบแบบสอบถาม Pre-Implementation Assess ในประเด็นต่าง เกี่ยวกับการพนัน ใน 5 เรื่อง คือ

1. วิธีการเดินทางมาโรงเรียนของเด็ก  ประกอบด้วยการมาโรงเรียน 5 แบบ คือ การมาโรงเรียนด้วยการเดิน การมาโรงเรียนด้วยการซ้อนท้ายจักรยานยนต์ การมาโรงเรียนด้วยการนั่งรถส่วนตัว     การมาโรงเรียนด้วยการนั่งรถโดยสารประจำทาง และการมาโรงเรียนด้วยรถโรงเรียน

2. ความใส่ใจของผู้ปกครองในการสอนการใช้ถนนให้กับลูก

3. สาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกัน น็อก ประกอบด้วยเหตุผล 4 ด้าน คือ คิดว่าไปไม่ไกล ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่เห็นความสำคัญของการใส่หมวกกันน็อก และไม่ชอบใส่

4. วิธีการข้ามถนนของเด็ก (ก่อนเข้าร่วมโครงการ) ประกอบด้วย 4 วิธี คือ ข้ามทางม้าลาย ข้ามบนสะพานลอย ข้ามโดยไม่สนใจสิ่งใด และข้ามเมื่อตำรวจให้สัญญาณ

5. ผลสำรวจสาเหตุของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ประกอบด้วย การคิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่คาด ผู้ปกครองไม่ได้กวดขันว่าควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง การไม่เห็นความสำคัญของเข็มขัดนิรภัย และการไม่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยจากการคาดเข็มขัดนิรภัย

รายละเอียดของผลสำรวจแต่ละเรื่องมีดังนี้

1. ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวของครูเกี่ยวกับวิธีการเดินทางมาโรงเรียนของเด็ก

ตารางที่ 5.1 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : เดินมาโรงเรียน

1. การมาโรงเรียนด้วยการเดิน

แผนภูมิที่ 5.2 ผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : เดินมาโรงเรียน

ตารางที่ 5.1 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : เดินมาโรงเรียน

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 4.11 และตารางที่ 4.8 แสดงให้เห็นว่า การเล่นหวยใต้ดินของผู้ปกครองจากกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด (ค่าเฉลี่ย 2.54) อยู่ในระดับปานกลาง สูงกว่าโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.32) และ โรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 1.79)

1.2 พฤติกรรมการเล่นการพนันหวยใต้ดินของครู 

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 4.11 และตารางที่ 4.8 แสดงให้เห็นว่า การเล่นหวยใต้ดินของผู้ปกครองจากกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด (ค่าเฉลี่ย 2.54) อยู่ในระดับปานกลาง สูงกว่าโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.32) และ โรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 1.79)

1.2 พฤติกรรมการเล่นการพนันหวยใต้ดินของครู 

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
1.60
1.85
4.62
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
1 – 4
1 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
0 (ไม่เลย)
0 (ไม่เลย)
5 (มากที่สุด)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
16
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.2 และตารางที่ 5.1 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตพื้นที่ทุรกันดารเดินมาโรงเรียนในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.62)  สูงกว่าการเดินมาโรงเรียนของกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด          (ค่าเฉลี่ย 1.85) และเด็กในกลุ่มโรงเรียนหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 1.60) ที่เดินทางมาโรงเรียนด้วยการเดินอยู่ในระดับน้อย

 

2. การมาโรงเรียนด้วยการซ้อนท้ายจักรยานยนต์

แผนภูมิที่ 5.3 ผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : ซ้อนท้ายจักรยานยนต์

ตารางที่ 5.2 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.79
2.85
2.07
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
5 (มากที่สุด) – 2 (น้อย)
1 (น้อยที่สุด)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.3 และตารางที่ 5.2 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด       (ค่าเฉลี่ย 2.85)  และกลุ่มโรงเรียนในเขตหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.79)  เดินทางมาโรงเรียนด้วยการซ้อนท้ายจักรยานยนต์อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเด็กในกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 2.07) เดินทางมาโรงเรียนอยู่ในระดับน้อย

 

3. การมาโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัว

แผนภูมิที่ 5.4 แสดงผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : รถยนต์ส่วนตัว

ตารางที่ 5.3 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : รถยนต์ส่วนตัว

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
3.87
2.46
0.28
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 5
0 – 2
ค่าฐานนิยม (Mode)
5 (มากที่สุด)
5 (มากที่สุด) – 0 (ไม่เลย)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.4 และตารางที่ 5.3 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตหัวเมืองใหญ่เดินทางมาโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัวอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.87)  สูงกว่ากลุ่มโรงเรียนในเขตต่างจังหวัด           (ค่าเฉลี่ย 2.46)  ที่เดินทางมาโรงเรียนด้วยอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเด็กในกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร    ไม่พบการเดินทางมาโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัว (ค่าเฉลี่ย 0.28)

 

4. การมาโรงเรียนด้วยการโดยสารรถประจำทาง

แผนภูมิที่ 5.5 ผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : รถประจำทาง

ตารางที่ 5.4 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : โดยสารรถประจำทาง

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
1.82
0.85
0.38
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 4
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
0 (ไม่เลย)
0 (ไม่เลย)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.5 และตารางที่ 5.4 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตหัวเมืองใหญ่เดินทางมาโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัวอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 1.82)  สูงกว่ากลุ่มโรงเรียนในเขตต่างจังหวัด          (ค่าเฉลี่ย 0.85)  และในกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร ที่ไม่พบการเดินทางมาโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัว  (ค่าเฉลี่ย 0.38)

 

5. การมาโรงเรียนด้วยการโดยสารรถโรงเรียน

แผนภูมิที่ 5.6 ผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : โดยสารรถโรงเรียน

ตารางที่ 5.5 ค่าสถิติของผลการสำรวจรูปแบบการเดินทางของนักเรียนมายังโรงเรียน ตามการพบเห็นของคุณครู : โดยสารรถโรงเรียน

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.10
2.25
0.20
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 4
0 – 1
ค่าฐานนิยม (Mode)
0 (ไม่เลย)
2 (น้อย) – 1 (น้อยที่สุด)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.6 และตารางที่ 5.5 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตต่างจังหวัด (ค่าเฉลี่ย 2.25) และโรงเรียนในเขตหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.10) เดินทางมาโรงเรียนด้วยรถโรงเรียน อยู่ในระดับน้อย สูงกว่ากลุ่มโรงเรียนในเขตทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 0.20) ที่ไม่พบว่ามีเด็กเดินทางมาโดยรถโรงเรียน

2. ผลสำรวจความใส่ใจของผู้ปกครองในการสอนการใช้ถนนให้กับลูก

แผนภูมิที่ 5.7 ผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูที่มีต่อพฤติกรรมการสอนบุตรหลานให้รู้จักวิธีใช้ถนนอย่างปลอดภัยของผู้ปกครอง

ตารางที่ 5.6 ค่าสถิติของผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูที่มีต่อพฤติกรรมการสอนบุตรหลานให้รู้จักวิธีใช้ถนนอย่างปลอดภัยของผู้ปกครอง

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
4.00
3.85
1.86
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
1 – 5
0 – 4
ค่าฐานนิยม (Mode)
5 (มากที่สุด)
5 (มากที่สุด)
1 (น้อยที่สุด) –
3 (ปานกลาง)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.7 และตารางที่ 35.6 แสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองจากกลุ่มโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่   (ค่าเฉลี่ย 4.00) และกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด (ค่าเฉลี่ย 3.85) สอนเด็กให้รู้วิธีการใช้ถนนปลอดภัย อยู่ในระดับมาก มีการสอนของกลุ่มผู้ปกครองสูงกว่าโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 1.85) ที่สอนลูกให้ใช้ถนนปลอดภัยอยู่ในระดับน้อย

3. ผลสำรวจสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก

สาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อกมี 4 สาเหตุสำคัญ คือ คิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่ใส่ ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่เห็นความสำคัญของหมวกกันน็อก ไม่ชอบใส่ ซึ่งผลจากการสอบถามครูแต่ละพื้นที่มีข้อค้นพบความแตกต่างของสาเหตุของการไม่ใส่หมวกกันน็อกในแต่ละพื้นที่ที่เป็นค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ เด็กในเขตต่างจังหวัดไม่ใส่หมวกกันน็อกเพราะคิดว่าไปไม่ไกล (ค่าเฉลี่ย 3.88) อยู่ในระดับมาก เหมือนกับเด็กในหัวเมืองใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียนไม่ใส่หมวกกันน็อก (ค่าเฉลี่ย 2.95) แต่อยู่ในระดับปานกลาง แตกต่างกับเด็กในเขตทุรกันดารที่ไม่ใส่หมวกกันน็อกเพราะไม่เห็นความสำคัญ (ค่าเฉลี่ย 2.50) อยู่ในระดับน้อย

แผนภูมิที่ 5.8 เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยสาเหตุการไม่ใส่หมวกกันน็อกของแต่ละพื้นที่

รายละเอียดของสาเหตุการไม่ใส่หมวกกันน็อกของเด็ก มีดังนี้

 

1. คิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่ใส่

แผนภูมิที่ 5.9 ผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก : คิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่ใส่

ตารางที่ 5.7 ค่าสถิติของผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก : คิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่ใส่

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.95
3.88
2.10
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
1 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
5 (มากที่สุด)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

ขนาดกลุ่มตัวอย่างแตกต่างจากข้ออื่นเนื่องจากเครื่องมือในการสำรวจมีการพัฒนาในระหว่างศึกษา จึงมีบางโรงเรียนที่ไม่ได้รับการสำรวจในข้อนี้

จากแผนภูมิที่ 5.9 และตารางที่ 5.7 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ใส่หมวกกันน็อกขณะซ้อนรถจักรยานยนต์เพราะคิดว่าไปไม่ไกลอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.88) สูงกว่าจำนวนเด็กจากกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ ไม่ใส่หมวกกันน็อกขณะซ้อนรถจักรยานยนต์เพราะคิดว่าไปไม่ไกลอยู่ในระดับปานกลาง และกลุ่มโรงเรียนในเขตทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 2.10) อยู่ในระดับน้อย

 

2. ไม่มีหมวกกันน็อก

แผนภูมิที่ 5.10 แสดงผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก : ไม่มีหมวกกันน็อก

ตารางที่ 5.8 ค่าสถิติของผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก :ไม่มีหมวกกันน็อก

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.31
2.38
2.3
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
1 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
1 (น้อยที่สุด)
3 (ปานกลาง)
4 (มาก) – 0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

ขนาดกลุ่มตัวอย่างแตกต่างจากข้ออื่นเนื่องจากเครื่องมือในการสำรวจมีการพัฒนาในระหว่างศึกษา จึงมีบางโรงเรียนที่ไม่ได้รับการสำรวจในข้อนี้

จากแผนภูมิที่ 5.10 และตารางที่ 5.8 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่ต่างจังหวัด          (ค่าเฉลี่ย 2.38) เด็กในหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.31) และเด็กในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 2.30) ไม่มีหมวกกัน  น็อก มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง

 

3. ไม่เห็นความสำคัญของหมวกกันน็อก

แผนภูมิที่ 5.11 ผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก : ไม่เห็นความสำคัญของหมวก   กันน็อก

ตารางที่ 5.9 ค่าสถิติของผลการสำรวจความคิดเห็นของคุณครูต่อสาเหตุที่เด็กไม่ใส่หมวกกันน็อก :ไม่เห็น  ความสำคัญของหมวกกันน็อก

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.60
2.50
2.50
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
1 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
2 (น้อย)
4 (มาก) – 0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

ขนาดกลุ่มตัวอย่างแตกต่างจากข้ออื่นเนื่องจากเครื่องมือในการสำรวจมีการพัฒนาในระหว่างศึกษา จึงมีบางโรงเรียนที่ไม่ได้รับการสำรวจในข้อนี้

จากแผนภูมิที่ 5.11 และตารางที่ 5.9 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของหมวกกันน็อก (ค่าเฉลี่ย 2.60) อยู่ในระดับปานกลาง สูงกว่าเด็กในต่างจังหวัด (ค่าเฉลี่ย 2.50) และเด็กในพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 2.50) ไม่เห็นความสำคัญของหมวกกันน็อก มีค่าอยู่ในระดับน้อย

4. ผลสำรวจวิธีการข้ามถนนของเด็ก (ก่อนเข้าร่วมโครงการ)

ผลการสำรวจวิธีการข้ามถนนของเด็กเปรียบเทียบวิธีการข้ามแบบต่าง ของแต่ละพื้นที่ พบว่ากลุ่มโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่มีจำนวนเด็กข้ามถนนบนทางม้าลายในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.27) และรอให้ตำรวจให้สัญญาณข้ามถนน (ค่าเฉลี่ย 3.2) ในระดับปานกลางมากที่สุด ส่วนในเขตต่างจังหวัดมีจำนวนเด็กข้ามถนนโดยไม่สนใจสิ่งใดในระดับ

ปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.7)  ในเขตพื้นที่ทุรกันดารส่วนใหญ่เด็กข้ามถนนโดยไม่สนใจสิ่งใด (ค่าเฉลี่ย 1.4)

แผนภูมิที่ 5.12 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยวิธีการข้ามถนนแบบต่าง ของเด็ก

รายละเอียดวิธีการข้ามถนน มีดังนี้

1. การข้ามทางม้าลาย

แผนภูมิที่ 5.13 ผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามทางม้าลาย

ตารางที่ 5.10 ค่าสถิติของผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามทางม้าลาย

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
3.27
2.38
0.66
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
3 (ปานกลาง)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.13 และตารางที่ 5.10 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 3.27) ข้ามถนนบนทางม้าลายในระดับปานกลาง สูงกว่าเด็กในเขตต่างจังหวัดที่ข้ามทางม้าลายในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.38) และไม่พบพฤติกรรมการข้ามบนทางม้าลายในเขตพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 0.66)

2. การข้ามบนสะพานลอย

แผนภูมิที่ 5.14 ผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามบนสะพานลอย

ตารางที่ 5.11 ค่าสถิติของผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามบนสะพานลอย

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.82
1.92
0.66
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
5 (มากที่สุด)
0 (ไม่เลย)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.14 และตารางที่ 5.11 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในหัวเมืองใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 2.82) ข้ามบนสะพานลอยในระดับปานกลาง สูงกว่าเด็กในเขตต่างจังหวัดที่ข้ามทางม้าลายในระดับน้อย          (ค่าเฉลี่ย 1.92) และไม่พบพฤติกรรมการข้ามบนทางม้าลายในเขตพื้นที่ทุรกันดาร (ค่าเฉลี่ย 0.66)

3. การข้ามถนนโดยไม่สนใจสิ่งใด

แผนภูมิที่ 5.15 ผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามโดยไม่สนใจสิ่งใด

ตารางที่ 5.12 ค่าสถิติของผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามโดยไม่สนใจส่ิงใด

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.31
2.69
1.41
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 5
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
1 (น้อยที่สุด)
3 (ปานกลาง)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.15 และตารางที่ 5.12 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในต่างจังหวัด ข้ามถนนโดยไม่สนใจสิ่งใดในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.82) สูงกว่าเด็กในเขตหัวเมืองใหญ่ที่ข้ามโดยไม่สนใจสิ่งใดในระดับปานกลางในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.31) และกลุ่มโรงเรียนในเขตทุรกันดารมีพฤติกรรมการข้ามถนนโดยไม่สนใจสิ่งใดในระดับน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 1.41)

4. รอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนน

แผนภูมิที่ 5.16 ผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามโดยรอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนน

ตารางที่ 5.13 ค่าสถิติของผลการสำรวจพฤติกรรมการข้ามถนนของเด็กที่ครูสังเกตพบ : ข้ามโดยรอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนน

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
3.24
2.31
1.30
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 – 5
0 – 4
0 – 5
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
3 (ปานกลาง)
0 (ไม่เลย)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
62
13
29

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.16 และตารางที่ 5.13 แสดงให้เห็นว่า เด็กจากกลุ่มโรงเรียนในเขตหัวเมืองใหญ่ข้ามถนนโดยรอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนนในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.41) สูงกว่าเด็กในเขตต่างจังหวัดที่ข้ามโดยรอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนนในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.31) และกลุ่มโรงเรียนในเขตทุรกันดารมีพฤติกรรมการข้ามถนนโดยรอให้ตำรวจโบกรถให้สัญญาณจึงข้ามถนน ในระดับน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 1.30)

5. ผลสำรวจสาเหตุของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

แผนภูมิที่ 5.17 ผลการสำรวจสาเหตุของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยของเด็กตามความคิดของครู

ตารางที่ 5.14 ค่าสถิติของผลการสำรวจการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยของเด็ก

ตัวสถิติ รร.ในหัวเมืองใหญ่ รร.ในต่างจังหวัด รร.ในพื้นที่ทุรกันดาร
คิดว่าไปไม่ไกลจึงไม่คาด
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.83
3.38
1.5
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10
ผู้ปกครองไม่ได้กวดขันว่าควรคาดทุกครั้ง
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.74
3.5
1.70
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
1 (น้อย) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก) – 1 (น้อยที่สุด)
5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10
ไม่เห็นความสำคัญของเข็มขัดนิรภัย
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.52
3.25
1.80
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
1 (น้อย) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
ค่าฐานนิยม (Mode)
3 (ปานกลาง)
4 (มาก)
0 (ไม่ใช่)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10
ไม่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยจากการคาดเข็มขัดนิรภัย
ค่าเฉลี่ย* (Mean)
2.60
2.63
2.20
ค่าพิสัย (Range : Min-Max)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
0 (ไม่ใช่) – 5 (มากที่สุด)
ค่าฐานนิยม (Mode)
4 (มาก)
5 (มากที่สุด) –
1(น้อยที่สุด)
0 (ไม่ใช่)
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (n)
42
8
10

หมายเหตุ : เฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นโดยมี 5 แทนมีพฤติกรรมนั้นมากที่สุด ลงมาถึง 0 คือ ไม่มีพฤติกรรมนั้นเลย

จากแผนภูมิที่ 5.17 และตารางที่ 5.14 พบว่า เด็กในหัวเมืองใหญ่มีค่าคะแนนสูงสุดในเรื่องการไม่คาดเข็มขัดเพราะคิดว่าไปไม่ไกล   มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง ส่วน (ค่าเฉลี่ย 2.83) เด็กโรงเรียนต่างจังหวัดไมีค่าคะแนนสูงสุดในเรื่องการม่คาดเข็มขัดเพราะผู้ปกครองไม่ได้กวดขันว่าควรคาดทุกครั้ง มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.50) ส่วนโรงเรียนในต่างจังหวัดมีค่าคะแนนสูงสุดในเรื่องการไม่คาดเข็มขัดในเรื่อง การไม่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.2)