การดำเนินการเก็บข้อมูล

การจัดกลุ่มเป้าหมายเพื่อประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษาครั้งนี้แบ่งการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ 3 กลุ่ม คือ โรงเรียนในเขตพื้นที่เมืองใหญ่ พื้นที่ต่างจังหวัด (หรือเขตชนบท) และพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้แน่ใจว่าชุดสื่อกิจกรรมสามารถใช้ได้จริงครอบคลุมกับทุกบริบทของเด็ก โดยแบ่งเป็น กลุ่ม 1 โรงเรียนในเขตเพื้นที่เมืองใหญ่ กลุ่ม 2 โรงเรียนในเขตพื้นที่ชนบท และ กลุ่ม 3 โรงเรียนในเขตพื้นที่ทุรกันดาร กลุ่มเป้าหมายหลักคือครูผู้เข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายรองคือเด็กที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 264 คน แต่มีจำนวนครูที่อยู่ร่วมในโครงการแบบต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายและร่วมตอบแบบสอบถาม 104 คน ดังนี้

กลุ่ม 1 โรงเรียนในเขตเพื้นที่เมืองใหญ่ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 โรง ประกอบด้วย เขตกรุงเทพมหานคร และ เขตต่างจังหวัด รวมจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 110 คน แต่มีจำนวนครูผู้ตอบแบบสอบถาม 62 คน (คิดเป็นสัดส่วนจากจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตหัวเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่องทั้งหมด 56.36%)

1. โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร มีจำนวน 2 โรง รวมจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 19 คน

ตารางที่ 3.1 จำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่เมืองใหญ่ เขตกรุงเทพมหานคร

โรงเรียน ขนาด สังกัด จังหวัด ภาค จำนวนครู
วัดสะพาน
ใหญ่
กทม
กรุงเทพมหานคร
กลาง
4
สาธิตพัฒนา
ใหญ่
สช.
กรุงเทพมหานคร
กลาง
17

2. โรงเรียนในเขตต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ มีจำนวน 5 โรง รวมจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 91 คน

ตารางที่ 3.2 จำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่เมืองใหญ่ เขตต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่

โรงเรียน ขนาด สังกัด จังหวัด ภาค จำนวนครู
ปลูกปัญญา
ใหญ่
สช.
นครราชสีมา
อีสาน
12
กาละพัฒน์
เล็ก
สช.
ภูเก็ต
ใต้
5
ศรีวิทยา
ใหญ่
สช.
ฉะเชิงเทรา
ตะวันออก
14
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ
กลาง
สช.
พระนครศรีอยุธยา
กลาง
17
ศพด. เทศบาลตำบลทัพทัน
ใหญ่
เทศบาลตำบลทัพทัน
อุทัยธานี
เหนือ
31
อนุบาลนครพนม
ใหญ่
สพฐ.
นครพนม
อีสาน
12

กลุ่ม 2 โรงเรียนในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด คือพื้นที่จังหวัดที่เป็นพื้นที่ชนบท มีจำนวนทั้งสิ้น 6 โรง รวมจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น  63 คน แต่มีจำนวนครูผู้ตอบแบบสอบถาม 13 คน (คิดเป็นสัดส่วนจากจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่องทั้งหมด 20.63%)

ตารางที่ 3.3 จำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด

โรงเรียน ขนาด สังกัด จังหวัด ภาค จำนวนครู
บ้านสังขะ
กลาง
สพฐ.
สุรินทร์
อีสาน
14
บ้านนำ้ฉา
กลาง
สพฐ.
สุราษฎร์ธานี
ใต้
5
บ้านหนองไฮขามเปี้ย
กลาง
สพฐ.
ขอนแก่น
อีสาน
10
บ้านท่าชะอม
กลาง
สพฐ.
อุทัยธานี
เหนือ
1
ศพด.บ้านท่าชะอม
กลาง
อบต.เขากวางทอง
อุทัยธานี
เหนือ
21
บ้านอุได
เล็ก
สพฐ.
สตูล
ใต้
14

กลุ่ม 3 โรงเรียนในเขตพื้นที่ทุรกันดาร มีจำนวน 2 โรง รวมจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น  23  คน  แต่มีจำนวนครูผู้ตอบแบบสอบถาม 13 คน (คิดเป็นสัดส่วนจากจำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่ทุรกันดารอย่างต่อเนื่องทั้งหมด 56.5%)

ตารางที่ 3.4 จำนวนครูที่เข้าร่วมโครงการในเขตพื้นที่ทุรกันดาร

โรงเรียน ขนาด สังกัด จังหวัด ภาค จำนวนครู
บ้านห้วยห้า
เล็ก
สพฐ.
แม่ฮ่องสอน
เหนือ
16
ตำรวจชายแดนนเรศวรป่าละอู
กลาง
สตช.
ประจวบคีรีขันธ์
ใต้
7

วิธีการเก็บข้อมูล

การเก็บข้อมูลเพื่อตอบตัวชี้วัดนั้น จะเก็บทุกครั้งที่มีการลงพื้นที่จะมีการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพของชุดสื่อกิจกรรมตามแต่ละตัวชี้วัด โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากข้อมูลสองส่วนคือข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาน ดังนี้

1. การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ  มีการเก็บข้อมูลจากเด็กและครูดังนี้

1) การเก็บข้อมูลจากเด็ก

(1) ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมแบบมีส่วนร่วม (Participation Observation) ขณะที่เด็กลงปฏิบัติกิจกรรมโดยหัวหน้าโครงการ และคณะทำงาน

(2) การสนทนากลุ่มช่วงเรียนรวมหลังเสร็จกิจกรรมในช่วงเช้าและบ่ายโดยการให้เด็กช่วยกันสะท้อนสิ่งที่พบ

2) การเก็บข้อมูลจากครู ประกอบด้วย

(1) ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผ่าน กระบวนการ AAR (After Action Review) หลังจากเสร็จจากกิจกรรมทุกวันที่ลงพื้นที่

(2) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) กับครูและผู้บริหารผู้เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant Interview)

(3) การเก็บข้อมูลจากการโพสต์ข้อคิดเห็นใน Line กลุ่มแต่ละจังหวัด และจาก Facebook ของโครงการ

บรรยากาศการสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกับคณะครูและคนในชุมชนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม

2.  การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ มีการเก็บข้อมูลจากเด็กและครู ดังนี้

1) การเก็บข้อมูลจากเด็ก ในช่วงการทดลองเก็บข้อมูลช่วงกลางนำ้ ครั้งที่ 1 และ 2 ใช้วิธีการให้เด็กตอบแบบสอบถามหลังจากที่เด็กปฏิบัติงานเสร็จในแต่ละกิจกรรมในประเด็นของทัศนคติ การคิดและทักษะที่ได้จากแต่ละกิจกรรม โดยแบบสอบถามเป็นแบบมาตรประมาณค่า 6 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด และไม่ปรากฎพฤติกรรม ซึ่งในกรณีของเด็กอนุบาลที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง จะใช้วิธีให้ครูประจำกลุ่มเด็กแต่ละกลุ่มอ่านให้เด็กฟังทีละหัวข้อและประเมินไปพร้อม กันทีละข้อ แต่ผลปรากฎว่าเนื่องจากเด็กยังอ่านหนังสือไม่ได้ ทำให้เกิดการกาหัวข้อตามจินตนาการของเด็กมากกว่าการกาตามความเป็นจริง และในบางครั้งครูหรือนักเรียนมัธยมที่เป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มจะคอยกำกับให้เด็กกาในช่องมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ค่าคะแนนจากแบบสอบถามไม่เป็นความจริง ทางโครงการจึงยกเลิกการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากเด็ก เปลี่ยนเป็นการเก็บเป็นการเก็บจากการใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพแทน

2) การเก็บข้อมูลจากครู

(1)  Pre-implementation Assess เป็นการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบสอบถามในวันแรกของการอบรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพและปัญหา ความคิดเห็นต่อโครงการ ความรู้พื้นฐานของครู

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการจำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วย หน่วยงาน เพศ อายุ  ประสบการณ์การสอน/ การทำงานกับเด็ก วุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งในปัจจุบัน

ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่่ยวกับเรื่องการพนันในสังคมไทย จำนวน          9 ข้อ

ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการใช้ถนนในสังคมไทย จำนวน 10 ข้อ

ตอนที่ 4 ความคิดเห็นต่อโครงการ จำนวน 4 ข้อ

(2)  Post implentation Assess เป็นการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบสอบในวันสุดท้ายของการอบรม เพื่อประเมินผลแต่ละกิจกรรมของโครงการ รูปแบบของแบบสอบถามเป็นแบบวัดเป็นแบบมาตรประมาณค่า 6 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด และไม่ปรากฎพฤติกรรม

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ แบ่งเป็น 5 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการจำนวน 7 ข้อ ประกอบด้วย หน่วยงาน เพศ อายุ  ประสบการณ์การสอน/ การทำงานกับเด็ก วุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งในปัจจุบัน ระยะเลาในการร่วมโครงการ

ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่่ยวกับการมีส่วนร่วมกับโครงการ จำนวน           3 ข้อ

ตอนที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับผลของโครงการ จำนวน 3 ข้อ

ตอนที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อและกิจกรรม จำนวน 2 ข้อ

ตอนที่ 5 ข้อเสนอแนะ จำนวน 3 ข้อ

การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

1.1 ใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)

1) การตรวจสอบแบบสามเส้าด้านข้อมูล จากข้อมูลจากบุคคลต่าง ที่มาร่วมกิจกรรม และข้อมูลเปรียบเทียบจากการลงพื้นที่กับโรงเรียนต่าง เพื่อตรวจสอบความเหมือน ความต่าง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาสรุปเป็นรูปแบบ

2) การตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล คือนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บด้วยวิธีการต่าง คือข้อมูลจากการเก็บทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพจากเด็ก จากครู มาวิเคราะหฺ์และสรุปผลเพื่อหาประเด็นสำคัญ

ผลวิเคราะห์จากการตีความข้อมูลจะสรุปผลออกมาเป็นรายงานการประชุมทุกครั้ง พบว่าได้มีการบันทึกการวิเคราะห์ข้อมูลของการดำเนินการตั้งแต่ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวมทั้งสิ้น 130 ฉบับ

รายงานการประชุมของงวดงานระยะที่ 1 ช่วง เดือนพฤษภาคม 2561 – พฤศจิกายน 2561 มีรายงานการประชุมต้ังแต่ฉบับท่ี 1/2561 ถึง 34/2561 รวมมีรายงานการประชุมของงวดที่ 2 จำนวนทั้งสิ้น 34 ฉบับ

รายงานการประชุมของงวดงานระยะที่ 2 ช่วง เดือนพฤศจิกายน 2561 – เมษายน 2562 มีรายงานการประชุมต้ังแต่ฉบับท่ี 35/2561 ถึง 37/2562 รวมมีรายงานการประชุมของงวดที่ 2 จำนวนทั้งสิ้น 56 ฉบับ

รายงานการประชุมของงวดงานระยะที่ 3 ช่วง เดือนพฤษภาคม 2562 – ธันวาคม 2562 มีรายงานการประชุมต้ังแต่ฉบับท่ี 38/2561 ถึง 73/2562 รวมมีรายงานการประชุมของงวดที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 35 ฉบับ

รายงานการประชุมของงวดงานระยะที่ 4 ช่วง เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 มีรายงานการประชุมต้ังแต่ฉบับท่ี 74/2562 ถึง 1/2563 รวมมีรายงานการประชุมของงวดที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 5 ฉบับ

1.2 ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบ Content Analysis และ Discourse Analysis

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของครูต่อเรื่องความเสี่ยงด้านการพนันและอุบัติเหตุทางถนน  วิเคราะห์ด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าพิสัย และค่าฐานนิยม มีขั้นตอนการคำนวณ ดังนี้

2.1 นำข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 1 มาวิเคราะห์โดยแจกแจงความถี่ของแต่ละข้อคิดเป็นร้อยละ

2.2 นำข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 2-4 มาวิเคราะห์แต่ละข้อ ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติท่ีสำคัญหลายอย่างมาใช้ในการวิเคราะห์คร้ังนี้เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ โดยการแจกแจงความถี่ของข้อมูลแต่ละข้อ และหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าพิสัย ค่าฐานนิยม ดังน้ี

2.2.1 ค่าร้อยละ (Percentage)

2.2.2 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) เป็นการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางที่ใช้กัน มากท่ีสุดใช้สัญลักษณ์ X ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็นค่าที่หาได้ โดยนำผลรวมของข้อมูลทั้งหมดหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด เมื่อกำหนดให้ X 1 , X 2 , X 3 ,….., X n เป็นข้อมูลชุดหน่ึงมี n จำนวน

2.2.3 ค่าพิสัย (Range) นั้นคือความแตกต่างระหว่างค่าที่สูงที่สุดของชุดข้อมูลกับค่าที่ต่ำที่สุดของชุดข้อมูล พิสัยจะแสดงให้เห็นว่าค่าในชุดข้อมูลนั้นมีการกระจายตัวอย่างไร หากพิสัยมีค่าสูง  แสดงว่าค่าชุดข้อมูลนั้นมีการกระจายตัวออกห่างกันมาก หากพิสัยมีค่าน้อย แสดงว่าค่าข้อมูลนั้นเกาะกลุ่มกัน

พิสัย = ค่าสูงสุดค่าต่ำสุด

2.2.4 ฐานนิยม (Mode) ฐานนิยมเป็นการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางอีกแบบหนึ่ง         หาได้โดยการพิจารณาว่า ข้อมูลตัวใดซ้ากันมากที่สุด หรือมีความถี่มาก ข้อมูลตัวน้ัน คือ ฐานนิยม

การกำหนดความหมายของการประเมินค่าความคิดเห็นเป็นคะแนนแต่ละอันดับ

ตามเครื่องมือ (แบบสอบถาม) ในความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องความเสี่ยงด้านการพนันและอุบัติเหตุทางถนน มีเกณฑ์การให้คะแนนของมาตรประมาณค่า 6 ระดับ ค่าระดับความคิดเห็น ดังนี้

มากที่สุด มีค่าเป็น 5

มาก มีค่าเป็น 4

ปานกลาง มีค่าเป็น 3

น้อย มีค่าเป็น 2

น้อยที่สุด มีค่าเป็น 1

ไม่มีความคิดเห็น มีค่าเป็น 0

เกณฑ์การตัดสินผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับความคิดเห็น มีการแปลผลโดยใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ย ดังน้ี

คะแนนเฉลี่ย แปลผล

4.51 – 5.00   หมายถึง  ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ มากท่ีสุด

3.51 – 4.50   หมายถึง ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ มาก

2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง

1.51 – 2.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อย

1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ น้อยที่สุด

0 – 0.49 หมายถึง ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว

3. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นแต่ละข้อ และนำเสนอในรูปตารางและความเรียง

4. นำข้อมูลของจากแบบสอบถาม Post Implementation Assess มาวิเคราะห์แแจกแจงความถี่แต่ละข้อคิดเป็นร้อยละ และนำเสนอในรูปตารางและความเรียง