กิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากอุบัติเหตุทางถนน

ลำดับของกิจกรรมในการพัฒนาจิตสำนึกจากอุบัติเหตุทางท้องถนนสำหรับเด็ก

1. กิจกรรมฝึกการกำกับตนเอง แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

1.1 การกำกับการใช้ร่างกายของตนเอง ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ

1) การกำกับการประสานมือตาสัมพันธ์: ตกแต่งรถมหัศจรรย์

2) การกำกับการประสานการใช้ร่างกายผ่านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการเคลื่อนไหวตามสัญลักษณ์แบบต่าง ๆ : กิจกรรมถ้ำจราจร

1.2 การกำกับตนเองให้มีสติ ไม่ประมาท คือ การรู้จักสังเกต ระมัดระวัง คาดคะเนสิ่งที่จะตามมา และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามบทบาทที่ได้รับ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ

ความลับในบัตรภาพ

เล่นสมมติในสถานการณ์เมืองจำลอง

2. กิจกรรมฝึกการคิดแยกแยะ คือ เปรียบเทียบความเหมือน/ต่าง และวิเคราะห์ตีความรหัสของสัญลักษณ์แบบต่างๆ การตีความ แจกแจงปัญหาโดยใช้หลักและเหตุและผล การแทนค่าและสะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ด้วยการบูรณาการกับศิลปะ ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ

ปริศนาเดินทางของหุ่นยนต์

การสร้างเมืองเมืองแม่เหล็กปลอดภัย

การสร้างเมืองแป้งโดวปลอดภัย

การสร้างเมืองไม้บล็อกยักษ์ปลอดภัย

หุ่นมือจราจร

จินตนาการจราจร

3. กิจกรรมฝึกการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คือ การออกแบบวางแผนการทำงาน กำกับติดตามและแก้ปัญหาร่วมกับผู้อื่น และใช้กระบวนการสืบค้นผ่านการสังเกต ตั้งคำถาม บันทึก ทดลอง คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์หาข้อสรุป ประกอบด้วย 6 กิจกรรม คือ

เฟรมรูปบอกความเสี่ยง

ออกแบบเมืองปลอดภัย (Social Mapping)

ไข่ไขความลับหมวกกันน็อก

เข็มขัดคาดชีวิต

Smart Car Smart Road

 

บทบาทของครู

บทบาทของครูที่เป็นเสมือน Lead Learner คือ การให้ครูมีบทบาทในการนำกิจกรรมกับเด็ก จากการเป็นแม่แบบของการมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อเรื่องการมีสติ ระมัดระวัง ไม่ประมาท ขณะเดียวกันจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี (Active Listening) ที่รับฟังเด็กแบบ All Ears จากทุกการรับรู้ทั้งจากการเห็น การได้ยิน การสัมผัส และสอนเด็กให้เด็กเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง (Teaching how to learn) ด้วยการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ เด็กริเริ่ม กำกับ และติดตามการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งครูควรที่จะค่อย ๆ ลดบทบาทในการนำกิจกรรม แล้วเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ให้กำลังใจ ให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะ อำนวยความสะดวก ให้เด็กจัดการการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกับเพื่อน และกระตุ้นให้เด็กเป็นผู้กำกับการเรียนรู้ด้วยตนเองจนสำเร็จ กระบวนการเรียนรู้ของเด็กจึงมีลักษณะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแบบ 5S Sustained Engagement ประกอบด้วย

1. Seeking หาความรู้

2. Shape Meaning ดูความหมาย

3. Sharing ประสานใจกาย

4. Solving Problem คลี่คลายปัญหา

5. Summary พัฒนาผลสรุป

การใช้วิธีการสอนดังกล่าว ทำผ่านกิจกรรม 3 ขั้น คือ การ ฝัน ฝึกฝน และฝ่าฟัน ควบคู่กับการใช้กระบวนการ EF และ CT ดังนี้

การสอนโดยใช้บทบาทครูแบบ Lead Learner ผ่านกระบวนการ EF CT ในแต่ละกิจกรรม

* กิจกรรมฝึกการกำกับตนเอง

1. การกำกับการใช้ร่างกายของตนเอง ประกอบด้วย 2 ระดับกิจกรรม คือ 

1.1 กิจกรรมตกแต่งรถมหัศจรรย์ Bonding Sensing :

การสร้างจากการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบกันผ่านการใช้เครื่องมือต่าง ๆ

วัตถุประสงค์

1) เพื่อให้เด็กรู้จักส่วนประกอบของรถเพื่อเป็นฐานความเข้าใจการทำงานของรถ และความเสี่ยง เช่น จุดอับของรถที่จะทำให้คนขับมองไม่เห็นคนที่อยู่ใกล้บริเวณของรถ เช่น บริเวณล้อรถ เด็ก ๆ จึงไม่ควรไปนั่งเล่นแถวล้อรถ เป็นต้น 

2) เพื่อให้เด็กออกแบบวางแผนการตกแต่งรถตามจินตนาการ

3) เพื่อให้เด็กควบคุมกำกับการใช้กล้ามเนื้อย่อย มือตามสัมพันธ์

ความรู้พื้นฐานเบื้องต้น

ผลงานการตกแต่งรถของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จุดอับของรถที่คนขับรถจะมองไม่เห็น (ประยุกต์จากหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น อนุเคราะห์โดย คุณ Tomoaki Goto

สื่อ

1) แบบพับรถ

 2) อุปกรณ์ตกแต่ง

3) กาว

สามารถดาวน์โหลดแบบรถได้ในหัวข้อ “สื่อประกอบกิจกรรม

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้แต่ละคนออกแบบและวางแผน ด้วยการวาดบนกระดาษว่าอยากมีรถที่ปลอดภัย ควรมีลักษณะใด โดยเลือกวัตถุดิบจากอุปกรณ์ที่ทางครูเตรียมไว้

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

3) การปฏิบัติตามแผน

ให้เด็กเริ่มตกแต่งรถตามแผนที่วางไว้

พี่ประถมโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่นกำลังตกแต่งรถของตนเอง

ตัวอย่างผลงานการตกแต่งรถของเด็กโรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์

การเคลื่อนไหวประกอบเพลงด้วยการใช้รถมหัศจรรย์มาทำเป็นหมวก

ตัวอย่างการคิดกิจกรรมจากรถที่ตกแต่ง ทำเป็นหมวกและเคลื่อนไหวประกอบเพลง

เพลง รถต่าง ๆ

รถเก๋ง  รถเมล์  รถขยะ รถกระบะ  รถตู้  รถไฟ

เมื่อมองดูกันไป              วิ่งกันขวักไขว่  ดูแล้วลายตา

นา….นา….นา….นา….นา….

ไฟแดง คือสัญญาณ รถหยุด! อย่ารีบรุด  เร่งร้อนใจ

ไฟเหลือง  ชะลอไว้ อย่าฝ่าไฟจราจร ไฟเขียว นั้นแสนปลอดโปร่ง

เปิดทางโล่ง  แล้วขับไป สองตามองทางไว้ 

ไม่แช็ตไลน์กับใครนะเธอ

ข้ามถนน รอให้ รถหยุด อย่านึกสนุก วิ่งข้ามเร็วไป

รถวิ่งกันมากมาย ไม่ปลอดภัย นะคนดี

เราต้องมีสติ             ซ้ายทีขวาทีมองให้แน่ใจ

ข้ามสะพานลอยไว้ ใช้ทางม้าลาย

ปลอดภัยนะเรา

นา…นา…นา…นา..นา…

 

(4) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

1.2 กิจกรรมถ้ำจราจร Sensory Sensing :

กิจกรรมการคิดอย่างมีเหตุและผลผ่านการใช้เครื่องมือแบบต่าง ๆ

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกการประสานการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ส่วนต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหว และการเคลื่อนกายผ่านสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ไปในทิศทางต่าง ๆ ตามสัญลักษณ์จราจร

2) เพื่อฝึกการสังเกตความเหมือนและต่างของป้ายสัญลักษณ์จราจร และตีความเพื่อเคลื่อนไหวตามทิศทางของสัญลักษณ์จราจร

3) การเชื่อมโยงและคิดกลับไปกลับมาระหว่างสัญลักษณ์กับความหมาย (Switching Skills) และวางแผนการเดินทางและสร้างเป็นแผนที่

4) เพื่อฝึกการปฏิบัติตามคำสั่งและบรรลุสู่เป้าหมายภาระงานที่กำหนด

สื่อ

1) โต๊ะปิกนิก ประมาณ 10 ตัว

2) ผ้าสีดำ และผ้าสีต่าง ๆ เพื่อนำมาคลุมโต๊ะ

3) กระดาษห่อของขวัญสีเงิน สีเทา ม้วนเป็นกรวยเพื่อนำมาติดใต้โต๊ะ

4) ของตกแต่งประกอบภายถ้ำ เช่น ตุ๊กตาสัตว์ สัตว์สะท้อนแสง

5) ป้ายสัญลักษณ์จราจรปิดภายในถ้ำ เพื่อชี้ไปสู่ทางออก

6) แผ่น Magic Light ให้เด็กวาดภาพสิ่งที่พบในถ้ำด้วยไฟฉาย

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้เด็ก ๆ ช่วยกันคาดเดาว่าในถ้ำจะมีอะไรบ้าง และรับฟังภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ คือ เข้าใจความหมายของป้ายสัญลักษณ์จราจรแบบต่าง ๆ (ป้ายเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงไป กลับรถ หยุด ห้ามเข้า ระวังอันตราย เป็นต้น)

2) แบ่งบทบาทหน้าที่ว่า ใครจะเป็นผู้นำในการพาเพื่อนเข้าถ้ำ ใครจะเป็นคนปิดท้ายดูแลเพื่อน ๆ

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

3) แจกไฟฉายให้เด็ก ๆ แต่ละคน

4) การปฏิบัติตามแผน ให้เด็ก ๆ มุดเข้าไปในถ้ำและหาทิศทางการเดินทางในถ้ำตามป้ายสัญลักษณ์จราจร

เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานีกำลังเดินทางตามรอยเท้า และป้ายสัญลักษณ์จราจรที่ติดอยู่ภายในถ้ำ

 5) ขณะที่อยู่ในถ้ำให้วาดรูปสัญลักษณ์จราจรที่พบบนแผ่น Magic Light ด้วยไฟฉาย

เด็ก ๆ โรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรากำลังวาดรูปบนแผ่น Magic Light

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนวาดรูปสิ่งที่พบภายในถ้ำด้วยไฟฉายบนแผ่น Magic Light

เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานีเคลื่อนไหวตัวเองตามป้ายสัญลักษณ์ที่พบภายในถ้ำจราจร

การใช้แผ่น Magic Light ในการวาดภาพภายในถ้ำจราจรของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 6) การประเมินการทำงาน

                       (1) ให้เด็ก ๆ สะท้อนว่าสามารถตีความหมายของสัญลักษณ์จราจรได้หรือไม่

                       (2) ให้เด็ก ๆ เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของสัญลักษณ์จราจร

                       (3) ให้เด็ก ๆ ช่วยกันวาดแผนที่ทิศทางการเดินทางในถ้ำตามสัญลักษณ์จราจรที่พบ

                       (4) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

การประยุกต์นำสิ่งของที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น ยางล้อรถยนต์มาเป็นส่วนประกอบภายในถ้ำจราจรที่โรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา

การใช้ผ้ามาผูกต่อกันเพื่อทำเป็นตัวอุปสรรคภายในถ้ำเป็นการใช้วัสดุใกล้ตัวมาทำกิจกรรม โรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์

2. การกำกับตนเองให้มีสติ ไม่ประมาท คือ การรู้จักสังเกต ระมัดระวัง คาดคะเนสิ่งที่จะตามมา และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามบทบาทที่ได้รับ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ

ความลับในบัตรภาพ Community Sensing :

การดัดแปลงนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ในสังคมตามกติกาของสังคมที่ควรคำนึงถึง

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกการตีความจากบัตรภาพว่าเรื่องใดคือเรื่องที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน

2) เพื่อฝึกคิดแก้ปัญหาจากประเด็นเสี่ยงที่พบในบัตรภาพ

3) เพื่อเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นในบัตรภาพกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน

สื่อ

บัตรภาพ

จำนวนเด็ก  5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) ให้แต่ละคนคิดว่าคำว่าเสี่ยง หรืออันตรายจากอุบัติเหตุคืออะไร ความปลอดภัยคืออะไร

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน โดยดูจากบัตรภาพ (ตามหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น) เช่น

1. ในขณะข้ามทางม้าลายต้องมองดูรถยนต์และรถมอเตอร์ไซต์ให้ดีก่อนแล้วจึงข้ามช้า ๆ ไม่ต้องรีบและไม่พูดคุยกันในขณะข้ามทางม้าลาย

2. การเชื่อมโยงกับเรื่องการข้ามทางรถไฟ หยุดรอตรงพื้นที่ให้รอ เว้นระยะหนึ่งก้าวให้ห่างจากรางรถไฟ ให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อรถไฟแล่นเข้ามาใกล้แรงดันลมจะแรงขึ้นจึงจำเป็นต้องถอยมาหนึ่งก้าวเพื่อรอข้าม และให้นักเรียนระมัดระวังอยู่เสมอว่า แม้รถไฟอาจแล่นผ่านไปแล้วก็อาจมีรถไฟแล่นมาจากฝั่งตรงข้ามได้

3. ห้ามเดินลัดถนน และการวิ่งพรวดพราดออกไปเป็นอุบัติเหตุทางจราจรอันดับที่ 1

4. ใจเย็น ๆ มองสัญญาณไฟจราจรให้ดีแล้วจึงข้ามถนน

5. การทักทายเพื่อนที่เดินอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเป็นพฤติกรรมที่อันตรายมาก

6. การเดินไปด้วยเล่นมือถือไปด้วยบนถนนอันตรายมาก

7. การข้ามถนนทางด้านหน้าหรือด้านหลังรถประจำทางอย่างกระชั้นชิดเป็นอันตรายมาก

8. ผู้ข้ามถนนจะต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นการกระทำของตนเองอย่างชัดเจน ให้นักเรียนระมัดระวังว่า การเดินลังเลเป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ

2) ให้แต่ละคนคิดสังเกตเงื่อนไขในภาพว่าเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่ เพราะเหตุใด

3) การปฏิบัติตามแผน

ให้เด็ก ๆ คิดวิธีการแก้ปัญหา ถ้าทำได้ในมุมมองเด็ก และมุมของผู้ใหญ่ว่าควรแก้ปัญหาในเรื่องใด ด้วยวิธีการอย่างไร

เด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีกำลังเล่าความเสี่ยงบนท้องถนนจากบัตรภาพที่เลือกไว้ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นว่าควรแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่นวิเคราะห์บัตรภาพความเสี่ยงตามความคิดของตนเอง

การวิเคราะห์บัตรภาพความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนของนักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมา

การให้เด็กคิดถึงระดับของความปลอดภัย ควรจัดเวลาให้เด็กได้พูดคุยปรึกษากัน เกี่ยวกับคำถามแต่ละคำถามที่ตั้งขึ้นมา จะทำให้เด็กเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ครูควรพยายามให้บอกสาเหตุว่า “ทำไม” ถึงทำไม่ได้ในแต่ละคำถามที่ตั้งขึ้น

4) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ ช่วยกันสะท้อนว่าบัตรภาพที่เพื่อนเลือกสะท้อนความเป็นปัจจัยเสี่ยงในสังคมจริงหรือไม่ ใครเคยพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้บ้าง ความรุนแรงของความเสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

(2) ให้เด็ก ๆ ช่วยกันสะท้อนว่าวิธีการแก้ปัญหาของเพื่อนทำได้จริงหรือไม่ มีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรือไม่

(3) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

เด็กประถมโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราบอกความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนจากบัตรภาพ แล้วเสนอวิธีการแก้ไขเพื่อให้เกิดความปลอดภัย จากนั้นเพื่อน ๆ ช่วยกันสะท้อนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบัตรภาพ

 เล่นสมมติในสถานการณ์เมืองจำลอง Community Sensing

กิจกรรมนี้เป็นการฝึกการตัดสินใจแก้ปัญหาผ่านกระบวนการคิดเชิงคำนวณร่วมกับการปฏิบัติร่วมกับผู้ประกอบอาชีพจริงในชุมชน ซึ่งเด็กจำเป็นจะต้องใช้ ความรู้ ทักษะในสถานการณ์จำลองที่สร้างขึ้น (Opetushallitus, 2014, 2016) เพราะการจะพัฒนากระบวนการ CT ในเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นเอง แต่จะเป็นจะต้องมีการจัดสถานการณ์ เพื่อก่อให้เกิดการใช้กระบวนการดังกล่าว การพัฒนาชุดกิจกรรมของโครงการอารักข์เป็นการพัฒนาที่เน้นการให้เด็กได้เรียนรู้แบบร่วมมือกับผู้บริหาร ครู เด็กและคนในชุมชนแบบ cross-sector collaboration อันเป็นการสร้างความร่วมมือจากคนต่างอาชีพที่มาร่วมกันเรียนรู้จากสถานการณ์ที่ให้เด็กแก้ปัญหา (cross-setting phenomenon) โดยเด็กต้องนำข้อมูลความรู้จากการวมบทบาทสายอาชีพต่าง ๆ 6 แบบ (ตำรวจ หน่วยกู้ภัย นักข่าว คนเดินถนน คนขับขี่ คนสร้างสถานการณ์) มาใช้ในแนวทางการแก้ปัญหา (data-driven decision making) จากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบต่าง ๆ เด็ก ๆ จึงต้องทำความเข้าใจกับข้อมูล (make sense of data) ที่ได้รับ คิด ตีความ สร้างความหมายจากเงื่อนไข และตัดสินใจอย่างฉับพลันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ควบคู่ไปกับการฝึกการควบคุมตนเองให้หาเงินจากการทำภารกิจ

พี่ ๆ หน่วยกู้ภัยกำลังให้ความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ และแนะนำอุปกรณ์ที่อยู่ภายในรถพยาบาลให้แก่เด็ก ๆ โรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ต

ในฐานคนเดินถนนของกิจกรรมสถานการณ์จำลอง นักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมาฝึกการข้ามถนนอย่างปลอดภัยด้วยการชูมือขึ้นสูง

คุณหมอตัวน้อยของโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราช่วยกันปฐมพยาบาลผู้ป่วยเป็นลมเนื่องจากปวดท้อง โดยมีคุณพยาบาลตัวจริงคอยให้คำแนะนำอยู่ข้าง ๆ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ เกิดจากสองสาเหตุหลัก ๆ คือ ความไม่รู้กับความประมาท เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การให้ความรู้กับเด็ก ๆ สอดแทรกกับการให้ข้อคิดถึงภัยที่จะตามมาจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เพราะจะเป็นการวางรากฐานวิธีคิดที่ทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ตนเอง กิจกรรมของโครงการอารักข์จึงเน้นการให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นในสถานการณ์จำลอง เพื่อค้นหาตนเองว่าตนมีความสามารถอะไร ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งที่ควรเริ่มวางรากฐานได้ตั้งแต่อนุบาล ในรูปแบบของการลองทำอย่างมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ เด็กได้เรียนรู้บทบาทที่ควรจะเป็น ตามจินตนาการและจากผู้รู้จริงในอาชีพนั้น และถ้าเด็ก ๆ สามารถค้นพบตนเองได้ว่าสนใจอะไร และพบว่าตนเองก็มีความสามารถด้านนั้น ก็จะเป็นการวางรากฐานของการมองชีวิตในแง่บวก มีความรู้สึกดีต่อตนเอง รู้สึกว่าตนมีคุณค่าที่สังคมยอมรับ (pro-social skills)  นำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางอารมณ์แบบหนึ่ง และไม่คิดที่จะที่จะไปสร้างปมเด่นในทางที่ไม่เหมาะสม มีความภูมิใจในตนเองว่าฉันก็ทำได้ และรู้วิธีสร้างรายได้จากความสามารถซึ่งจะมั่นคงกว่าการไปหวังได้จากโชคชะตาด้วยการหารายได้จากการพนัน

น้อง ๆ อนุบาลช่วยกันทำความสะอาดเล้าเป็ดของโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลังจากทำงานเด็ก ๆ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะได้รับรายได้ซึ่งมาจากความทุ่มเท อุตสาหะ ทำให้เกิดความภูมิใจในตนเอ

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากเงื่อนไขในบทบาทแบบต่าง ๆ

2) เพื่อเรียนรู้ความสำคัญของสัญญาณ สัญลักษณ์และกฎจราจร

3) เพื่อฝึกความมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง

4) การฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคม

สื่อ

1) มุมตำรวจ: เครื่องแต่งกายชุดตำรวจ อุปกรณ์แสดงความเป็นตำรวจ (นกหวีด ถุงมือ) ไฟจราจร ทางม้าลาย

อุปกรณ์ในมุมตำรวจ

เครื่องแต่งกายตำรวจ

เครื่องแต่งกายตำรวจ

2) มุมนักข่าว: อุปกรณ์การเล่นเป็นนักข่าว เช่น จอทีวี ไมโครโฟน กล้องถ่ายรูป บัตรภาพความเสี่ยงแบบต่างๆ

ชุดนักข่าว

บัตรภาพความเสี่ยง

3) มุมคนขับขี่: จักรยาน หมวกกันน็อก

4) มุมคนเดินถนน: ทางม้าลาย แม่เหล็ก แป้วโดว หุ่นมือ

5) มุมหน่วยกู้ภัย: เครื่องแต่งกายคุณหมอ อุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้น บัตรภาพ

3) การปฏิบัติตามแผน

ให้เด็ก ๆ คิดวิธีการแก้ปัญหา ถ้าทำได้ในมุมมองเด็ก และมุมของผู้ใหญ่ว่าควรแก้ปัญหาในเรื่องใด ด้วยวิธีการอย่างไร

บัตรภาพการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประยุกต์จากแนวการการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากสภากาชาด ประเทศอังกฤษ

จำนวนเด็ก 5-6 คน ต่อกลุ่ม

วิธีการสอน

แบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 5 ฐานกิจกรรม กำหนดให้แต่ละฐานใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อฐาน โดยแบ่งเป็นฐานต่าง ๆ ดังนี้

ฐานที่ 1 ตำรวจ: การฝึกเป่าสัญญาณนกหวีด การใช้สัญญาณมือ

ฐานที่ 2 กู้ภัย: การศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากบัตรภาพ

ฐานที่ 3 คนเดินถนน: การสร้างเมืองปลอดภัยจากเมืองแม่เหล็ก หุ่นมือ แป้งโดว ฝึกข้ามถนนตามกระบวนการหยุด ยก ดู ฟัง คิด

ฐานที่ 4 นักข่าว: การเรียนรู้การแจ้งเหตุตามความเป็นจริงและความเสี่ยงของสังคมจากบัตรภาพ

ฐานที่ 5 ขับขี่: การช่วยตนเองในรถตู้ การตรวจสภาพรถก่อนขับขี่ การขี่จักรยานตามกฎจราจร

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้แต่ละคนคิดว่าในแต่ละบทบาทจะต้องทำอะไร อย่างไร

ครูสอนทัศนคติ การคิดและทักษะเบื้องต้นให้กับเด็ก

ทัศนคติ ความสำคัญของการมีสติในการแก้ปัญหากฎจราจร

การคิด  การแก้ปัญหาโดยใช้หลักเหตุและผล ภายใต้กติกาของสังคม

ทักษะ  ฝึกหัดการใช้ถนน การแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางท้องถนนในบทบาทที่แตกต่าง

2) การปฏิบัติตามแผน

* การเตรียมตัวก่อนลงปฏิบัติ

ฐานจราจร: ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเครื่องหมาย สัญญาณ เป็นอาชีพของฮีโร่ที่จะเป็นผู้พิทักษ์ทุกคนในชุมชนให้ปลอดภัยจากความกล้าหาญ ยอมเสี่ยงอันตรายของตำรวจ ภารกิจในการปฏิบัติอาชีพตำรวจที่สำคัญมากคือการรู้ว่าสิ่งที่เสี่ยงคืออะไร อันตรายอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใด

การจัดมุมตำรวจ

เมื่อเด็ก ๆ โรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูลเข้าฐานตำรวจ ก่อนเริ่มกิจกรรมเด็ก ๆ จะเลือกชุดตำรวจและอุปกรณ์มาใส่โดยมีคุณตำรวจคอยช่วยเหลือ

คุณตำรวจกำลังสอนเด็กประถมโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เรียนรู้สัญญาณมือ

เด็ก ๆ โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานคร กำลังฝึกเป่านกหวีดเพื่อให้สัญญาณจราจร

คุณตำรวจจราจรมาให้ความรู้เด็ก ๆ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในเรื่องการให้สัญญาณมือ และการเป่านกหวีด

คุณตำรวจสอนเด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีในการเป่านกหวีดและให้สัญญาณมือ

ตำรวจตัวน้อยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทัพทัน จังหวัดอุทัยธานีกำลังฝึกการเป่านกหวีดและให้สัญญาณมือ “หยุด” จากคุณตำรวจ

การให้เด็กเรียนรู้เรื่องสัญญาณจราจรต่าง ๆ มีความสำคัญและจำเป็น เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักเคารพกฎจราจร และช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ด้วย โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนม

การประยุกต์ใช้ผ้า 3 สีทำเป็นสัญญาณไฟจราจร โรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูล

คุณตำรวจสอนและสาธิตให้เด็กรู้จักสัญญาณมือ สัญญาณนกหวีด และสัญญาณไฟจราจรที่โรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ฐานกู้ภัย: การศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากบัตรภาพ โดยมุ่งหวังการให้เด็กแก้ปัญหาในฐานะที่เป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนไทยที่ควรเริ่มวางรากฐานตั้งแต่เล็กจากการเป็นผู้ให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือ ให้ข้อคิด ให้โอกาส และที่สำคัญคือการให้อภัย ปกติแล้วเด็กคือผู้ให้โดยธรรมชาติที่แท้ของเขา (Genius of Childhood) ใจของเด็กเปิดกว้าง ยืดหยุ่น พร้อมที่จะรักและเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ โดยไม่เคยคิดแค้น ริษยา หรืออาฆาต ถ้าชุมชนใดมีเด็กที่เป็นผู้ให้ แบ่งปัน เอื้อเฟื้อด้วยใจที่เมตตา ใส่ใจคนอื่น นึกถึงใจเขาใจเรา สังคมนั้นก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการเริ่มให้ที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด คือการให้รอยยิ้มให้แก่กัน ฐานนี้จึงเป็นอีกฐานที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ รู้จักอาชีพของการเป็นหมอและพยาบาล รู้ว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ใช้อย่างไร การปฏิบัติต่อคนไข้อย่างอ่อนโยน ซึ่งตามพัฒนาการตามวัยการฝึกการพัฒนาการใส่ใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้ให้ Hoffman (Damon, 1988) กล่าวว่าเด็กมีเนื้อแท้ของผู้ที่เกิดมาเพื่อเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่เกิดนี้มีส่วนส่งเสริมคุณธรรมในเด็ก เด็กจึงเริ่มที่จะเรียนรู้ความรู้สึกของคนอื่นและเริ่มหาวิธีในการปฏิบัติตนเพื่อตอบสนองต่อความรู้สึกของคนผู้นั้น Damon (1988) กล่าวว่าการมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ตอบกลับความรู้สึกของคนอื่นในทางที่สอดคล้องกับอารมณ์ของคนนั้น ๆ (Empathy) ซึ่งต่างกับคำว่า Sympathy คือการมีความเห็นอกเห็นใจกับผู้อื่น แต่อาจไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือช่วยให้เขาลดความทุกข์ แม้ Empathy จะเป็นภาวะทางอารมณ์ แต่มีลักษณะการใช้ปัญญาผ่านภาวะอารมณ์นั้นด้วยการทำความเข้าใจที่กระจ่างต่อภาวะจิตของคนอื่น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะเริ่มมีได้ตั้งแต่เด็กวัยทารกซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมต่อคนอื่น ในเด็กวัยปฐมวัยเริ่มมีความใส่ใจในอารมณ์ของคนอื่นอย่างแท้จริงเพราะเริ่มรู้ว่าคนอื่นเป็นตัวคนอีกคนที่แยกออกจากตนเอง ที่สามารถมีสิทธิมีเสียงของตนเอง ก่อนที่เด็กจะสามารถแบ่งปันหรือผลัดกันรอได้ เด็กจำเป็นต้องมีทักษะเบื้องต้นก่อนคือการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) และการสามารถรับรู้มุมมองของคนอื่น ซึ่งจะเริ่มพัฒนาเมื่อเด็กอายุ 2 ปี อันเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจากการปฏิบัติจริง โดยมีขั้นพัฒนาการความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นดังนี้ ในเรื่องของการแบ่งปันนั้น เด็กเริ่มมีความคิดในเรื่องของความยุติธรรม ความเสมอภาค ความดี ความปรารถนาที่จะทำความดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการเสียผลประโยชน์( Benevolence) จากการแบ่งปันเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง ขั้นสูงสุดของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คือ ความไม่เห็นแก่ตัวในการช่วยคนอื่น (Altruism) และพยายามช่วยจนสุดความสามารถ รวมถึงการมี ความรู้สึกลึกซึ้งร่วมกัน (Reciprocity) คือ การทำกับคนอื่นเหมือนกับที่เราอยากให้คนอื่นทำกับเรา

การจัดมุมการเรียนรู้ในฐานกู้ภัย

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยากำลังเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากบัตรภาพ

ตัวอย่างบัตรภาพการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เจ้าหน้าที่พยาบาลสอนเด็กโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่นเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลผู้ป่วยเบื้องต้น

คุณพยาบาลแนะนำอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่เด็กโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานคร

เด็กโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมเรียนรู้การกดนวดหัวใจเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหมดสติ

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนกำลังดูคุณพยาบาลสาธิตการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

คุณพยาบาลตัวน้อยของโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีกำลังเลือกอุปกรณ์การปฐมพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วย

ในฐานกู้ภัยเด็ก ๆ ได้ใส่ชุดและใช้อุปกรณ์ในการเล่นบทบาทสมมติเป็นคุณหมอ คุณพยาบาลเพื่อรักษาคนป่วย

ถึงแม้จะเป็นการเล่นบทบาทสมมติเป็นคุณหมอ แต่นักเรียนโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตก็แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและพยายามที่จะช่วยเหลือและรัษาผู้บาดเจ็บ

คุณพยาบาลทบทวนสิ่งที่เด็ก ๆ โรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราได้เรียนรู้ในฐานหน่วยกู้ภัย ได้แก่การทำแผล และการโทรขอความช่วยเหลือเมื่อพบผู้ป่วยหมดสติ

ถ้ามีเวลาควรบูรณาการกับเรื่องรถฉุกเฉิน ในหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความรู้กับเด็ก ๆ เรื่องลักษณะเด่นของรถฉุกเฉิน เพราะการรักษาความปลอดภัยของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รถฉุกเฉินจึงมีลักษณะสำคัญคือ

1.รถติดหลอดไฟสีแดงตามที่คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะกำหนดและเปิดเสียงสัญญาณไซเรน หากไม่มีลักษณะทั้งสองอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นรถฉุกเฉิน

2.รถฉุกเฉินสามารถแล่นผ่านบนถนนได้ทันทีแม้ในขณะนั้นสัญญาณไฟจราจรจะเป็นไฟแดงอยู่ก็ตาม

3.รถอื่นรวมถึงคนที่ใช้ถนนจะต้องหยุดรอจนกว่ารถฉุกเฉิน เคลื่อนที่ผ่านไป

ฐานที่ 3 คนเดินถนน:  ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย สิ่งที่แทนค่าความปลอดภัยในมุมมองของเด็ก ๆ ผ่านการสร้างเมืองปลอดภัยจากเมืองแม่เหล็ก หุ่นมือ แป้ง ซึ่งความเสี่ยงของการเดินถนนมีประเด็นที่ควรคำนึงถึง คือ สภาพภูมิอากาศ พื้นที่ที่เดิน เหตุการณ์ขณะเดินถนน ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณจราจร และนิสัยของผู้เดินถนน ดังแผนภาพ “ปัจจัยที่มีผลต่ออุบัติเหตุขณะเดินถนน”

เด็กโรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์ช่วยกันสร้างเมืองปลอดภัยโดยใช้ดินน้ำมัน

เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์กำลังช่วยกันนำแผ่นเม่แหล็กมาสร้างเป็นเมืองปลอดภัย

น้องอนุบาลโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนนำแป้งโดวมาปั้นเพื่อสร้างเมืองปลอดภัย

การเล่นบทบาทสมมติเมืองปลอดภัยด้วยการใช้หุ่นมือของเด็กโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานคร

ฐานที่ 4 นักข่าว: ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงจากภัยจากท้องถนนจากบัตรภาพ ที่เกิดได้จากตัวเด็ก จากบุคคลรอบตัว สภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ เช่น ฝนตกทำให้ถนนลื่น จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หรือ การกางร่มทำให้ไม่สามารถมองเห็นรอบข้างได้ชัดเจน อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุ

ครูจดบันทึกสิ่งที่เด็กแสดงความคิดเห็นเมื่อดูบัตรภาพความเสี่ยง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานี

เด็ก ๆ โรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมาเลือกบัตรภาพที่ตนสนใจ แล้ววิเคราะห์ความเสี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้นในภาพ และเขียนบันทึกพร้อมกับบอกแนวทางแก้ไข

ตัวอย่างบัตรภาพความเสี่ยงบนท้องถนน ประยุกต์จากหลักสูตร School Safety ประเทศญี่ปุ่น

ฐานที่ 5 ขับขี่: ความรู้เกี่ยวกับขี่จักรยานปลอดภัย และการแก้ไขปัญหาเมื่อติดรถตู้ (รู้วิธีการกดแตรเรียกให้คนอื่นช่วย) เพราะเราไม่สามารถใช้จักรยานได้อย่างปลอดภัยเพียงแค่ความเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่จำเป็นต้องใช้การประสานการใช้ร่างกายทุกส่วน และการใช้ประสาทสั่งการในการตัดสินใจจากการใช้งานจักรยานจริง

ตัวอย่างของความรู้เบื้องต้นที่เด็กพึงรู้เพื่อใช้ในการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการขี่จักรยานตามแนวของหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น มีประเด็นที่ควรคำนึงถึงคือ การตรวจสภาพของรถจักรยาน วิธีเลือกจักรยาน การแต่งตัว ท่านั่ง วิธีการขี่จักรยานและการขี่จักรยานบนทาง ขณะเดียวกันเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญานไฟของรถ (ภาพจากหลักสูตร School Safety ประเทศญี่ปุ่น)

รถที่จะเลี้ยวขวา

รถที่จะเลี้ยวซ้าย

รถที่จะถอยหลัง

ไฟรถบรรทุก

การตรวจสภาพรถจักรยานก่อนขับขี่ (ภาพประกอบจากหลักสูตร School Safety ประเทศญี่ปุ่น)

รายการ รายละเอียด
ตรวจสภาพจักรยาน

โซ่หลวมหรือหย่อนหรือไม่

ยางแบนหรือไม่

แฮนด์คนขับหลวมหรือสั่นหรือไม่

เบรกยังทำงานได้ดีหรือไม่ สามารถเบรคล้อหน้าและหลังได้ในระย 3 เมตร หรือไม่

กระดิ่งยังดังใช้ได้หรือไม่

ที่นั่งไม่หลวมไป ใช่ไหม
จานล้อแน่นดี เสียงไม่ดัง
วิธีเลือกจักรยาน

ความสูงของจักรยานควรได้สัดส่วนพอดีตัวกับเด็ก เด็กควรสามารถหยั่งขาถึงพื้นได้

ไม่ควรใส่รองเท้าแตะขณะขี่จักรยาน
ควรสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่
เงื่อนไข คนขี่จักรยาน
ท่านั่ง
ไม่ควรปล่อยมือออกจากแฮนด์ขณะขับขี่
ไม่ควรถือของขณะขับจักรยาน
วิธีการขี่จักรยาน
หยุดจักรยานทุกทางแยก
การขี่จักรยานบนทาง
ไม่ขี่จักรยานบนทางเท้า
การขี่เป็นแถวต่อกันอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับคนเดินถนน
ควรขี่ให้ช้าลงเมื่อเจอเด็ก คนแก่ หรือคนพิการ
ไม่ควรจอดจักรยานทิ้งไว้บนทางเท้า

ทั้งนี้ควรรวมนิสัยการดูแลรักษาจักรยาน

การเช็ดฝุ่น

การเช็ดโคลน

การขัดเงา

คุณครูสอนน้อง ๆ อนุบาลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทัพทัน จังหวัดอุทัยธานีให้ตรวจเช็คสภาพรถจักรยานก่อนขี่ทุกครั้ง

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพร้อมใจกันสวมหมวกกันน็อกก่อนขี่จักรยาน

ก่อนขี่รถจักรยานนักเรียนโรงเรียนตำรวจชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตรวจสอบสภาพรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

การนั่งรถตู้ปลอดภัย เด็ก ๆ ควรคำนึงถึง ดังนี้

เมื่อจะขึ้นรถให้เรียงแถวเข้าไปไม่ดันคนที่อยู่ข้างหน้า

ไม่ชวนคนขับรถพูดคุยในระหว่างขับรถ

นั่งด้วยความสงบ ไม่ส่่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

เนื่องจากในบางครั้งรถตู้อาจต้องหยุดกะทันหัน ดังนั้นไม่ควรนั่งกลับหลังเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ

ไม่รีบร้อนและไม่ดันคนที่จะลง

ไม่ข้ามผ่านด้านหน้าและด้านหลังรถทันที

ถ้าติดอยู่ในรถตู้ ให้กดแตรดัง ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อขอความช่วยเหลือ

เด็กโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเรียนรู้การบีบแตรขอความช่วยเหลือเมื่อติดอยู่ในรถตู้

การปฏิบัติ

ฐานที่ 1 ตำรวจ : ฝึกการโบกรถ ให้สัญญาณมือ สัญญาณนกหวีด สัญญาณไฟจราจร

1. แลกเปลี่ยนกันถึงความสำคัญของกฎจราจร

2. ฝึกการโบกรถ การให้สัญญาณมือ สัญญาณนกหวีด  สัญญาณไฟจราจร

คุณตำรวจสอนเด็กโรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียนรู้เรื่องการเป่านกหวีด และการใช้สัญญาณมือ

การยกมือ แล้วเป่านกหวีดยาว 1 ครั้งเป็นการให้สัญญาณให้รถหยุด โรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานี

นอกจากตำรวจจะให้สัญญาณจราจรแล้ว หน้าที่อีกอย่างที่สำคัญคือการดูแลความสงบเรียบร้อยเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่น ตำรวจตัวน้อยของโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมคอยกันไทยมุงเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

เด็กโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่นให้ความสนใจเมื่อคุณตำรวจอธิบายเรื่องความสำคัญของสัญญาณไฟจราจร

เมื่อตำรวจให้สัญญาณมือ “หยุด” ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจรด้วยการหยุดรถ เพื่อให้คนเดินข้ามถนนอย่างปลอดภัย โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานคร

นอกจากตำรวจจะให้สัญญาณจราจรแล้ว หน้าที่อีกอย่างที่สำคัญคือการดูแลความสงบเรียบร้อยเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่น ตำรวจตัวน้อยของโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมคอยกันไทยมุงเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ตำรวจตัวน้อยของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้สัญญาณมือ “หยุด”

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเรียนรู้การให้สัญญาณมือ และสัญญาณนกหวีดในการกำกับจราจรจากคุณตำรวจสภอ.ช้างใหญ่

นักเรียนโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเรียนรู้เรื่องสัญญาณไฟจราจรจากคุณตำรวจ

การเรียนรู้เรื่องการเป่านกหวีดและการใช้สัญญาณมือเพื่อกำกับจราจรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝัน ตำรวจตัวน้อยของโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราเรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการเหตุการณ์ให้เป็นปกติให้เร็วที่สุด

ฐานที่ 2 กู้ภัย: ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างมีสติในสถานการณ์อุบัติเหตุจำลอง คือ

1. เรียนรู้เกี่ยวกับการรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

2. สามารถอธิบายสภาพการณ์ได้อย่างถูกต้อง ว่าใครเป็นอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ได้รับบาดเจ็บ ส่วนไหน

3. คนป่วยสามารถอธิบายสภาพร่างกายตัวเองได้อย่างชัดเจน และสามารถบอกความต้องการว่าอยากให้ช่วยทาอะไรให้

4. รู้จักกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งเมื่อได้รับความช่วยเหลือ

คุณหมอคุณพยาบาลตัวน้อยจากโรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูลช่วยกันปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่แขน

ผู้บาดเจ็บใช้สัญลักษณ์มือแสดงความชื่นชมคุณพยาบาลจากโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหน่วยกู้ภัยตัวน้อยของโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครรีบเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยมีเจ้าหน้าที่พยาบาลตัวจริงคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุในสถานการณ์ไม่คาดฝัน หน่วยกู้ภัยตัวน้อยของโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมารีบนำเปลสนามไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

หน่วยกู้ภัยโรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทำการกดนวดหัวใจผู้ป่วยหมดสติ

คุณหมอโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรากำลังโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อพบผู้ป่วยหมดสติในสถานการ์ไม่คาดฝัน

คุณหมอและคุณพยาบาลตัวน้อยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้บาดเจ็บเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

การดูแลความสงบเรียบร้อย ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในสถานการณ์จำลอง ณ โรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่น

เด็ก ๆ โรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตเรียนรู้การลำเลียงผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินก่อนนำส่งโรงพยาบาล

ฐานที่ 3 คนเดินถนน:  ฝึกเดินข้ามถนนตามกระบวนการ หยุด ยก ดู ฟัง คิด และตามสัญญาณจราจร สัญญาณมือ และสัญญาณนกหวีด ให้นักเรียนระมัดระวังทุกครั้งเมื่อข้ามถนน โดยให้นักเรียนเริ่มต้นด้วยการยืนอยู่ที่ตำแหน่งที่ไม่ล้ำเข้าไปบนพื้นถนน แบ่งวิธีการข้ามถนนเป็น 2 แบบ

1. การข้ามถนน

1.1 ข้ามถนนบนทางม้าลายที่ไม่มีสัญญาณจราจร (ต้องหัดมองซ้าย ขวา และฟังสัญญาณนกหวีดจากตำรวจ)

ก่อนที่เด็กประถมโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมาจะข้ามถนน ทุกคนจะหยุด มองซ้าย ขวา รอสัญญาณจากตำรวจ แล้วจึงยกมือขึ้นสูงเพื่อเป็นจุดสังเกตสำหรับรถที่ขับมาในระยะไกล

ก่อนข้ามถนนเด็ก ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทัพทัน จังหวัดอุทัยธานีใช้กระบวนการ หยุด ยก ดู ฟัง คิด แล้วจึงเดินข้ามอย่างมั่นใจ

1.2 ข้ามถนนบนทางม้าลายที่มีสัญญาณจราจร สอนให้นักเรียนเข้าใจว่าแม้จะมีสัญญาณไฟจราจรก็ตามก็ต้องตรวจสอบความปลอดภัย โดยดูสภาพโดยรอบให้ดีก่อนแล้วจึงข้า ม ถนน และใหันักเ รี ย น ร ะ มัด ร ะวัง อ ยู่ส ม อ ว่ายัง ไ ม่ ค ว ร พุ่ง ตัว อ อ ก จ า ก ท า ง เ ท้าทันทีที่ สัญญ า ณ ไ ฟ จ ร า จ ร เ ป ลี่ ย น สีเ พ ร า ะ อุบัติ เ ห ตุส่ว น ใหญ่มักเกิดขึ้นขณะที่สัญญาณไฟจราจรเพิ่งเปลี่ยนสี

เด็กโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมดูสัญญาณไฟจราจร และสังเกตสัญญาณมือให้รถหยุดจากตำรวจแล้วจึงข้ามถนน

น้อง ๆ อนุบาลศูนยพัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีทำธงสีต่าง  ๆ แล้วชูขึ้นสูงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รถหยุด เพื่อให้คนเดินข้าม

ก่อนจะข้ามถนนเด็ก ๆ โรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราคอยการให้สัญญาณมือจากคุณตำรวจ แล้วยกมือขึ้นสูง เพื่อให้ผู้ขับขี่เห็นในระยะไกล

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีรอดูสัญญาณไฟแดงและรถจอดสนิทแล้วจึงเดินข้ามถนน

การข้ามถนนด้วยกระบวนการหยุด ยก ดู ฟัง คิด ของนักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ความหมายของสัญญาณไฟจราจรขณะข้ามถนน ( (หลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น)

ไฟเขียว


สามารถเดินข้ามถนนได้
สัญลักษณ์ลูกศรสีเหลืองสว่างขึ้น
เดินข้ามถนนไม่ได้

ไฟเขียวกระพริบ


คนที่กำลังจะข้ามถนนให้หยุด รอก่อน
*สำหรับคนที่กำลังเดินข้ามถนนให้รีบข้ามถนนให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว

ไฟเหลืองกะพริบ

เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าได้โดย ระมัดระวังการสัญจรของยานพาหนะอื่น ๆ รอบตัว

ไฟแดง


ไม่ข้ามถนนโดยเด็ดขาด

ไฟแดงกะพริบ

เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าได้โดย ระมัดระวังการสัญจรของยานพาหนะอื่น ๆ รอบตัว

อย่างไรก็ตามควรให้เด็ก ๆ รู้วิธีการตรวจสอบความปลอดภัยในการข้ามถนน (หลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น)
(1)ให้นักเรียนเข้าใจว่าต้องตรวจสอบรถและถนนจากทางขวามือก่อนเพราะรถแล่นมาทางขวามือ
(2) หลังจากนั้นให้ตรวจสอบรถและถนนทางด้านซ้ายมือ
(3) ตรวจสอบทางขวามืออีกครั้ง แล้วจึงเริ่มข้ามถนนเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว
(4) ยกมือขึ้นสูง ๆ ให้สามารถมองเห็นจากระยะไกลได้
(5) ถ้ามองเห็นคนขับรถ ให้ตรวจสอบความปลอดภัยด้วยการมองหน้า (มองตา) คนขับรถ
(6) เ มื่อม า ถึง บ ริ เ ว ณ ต ร ง ก ล า ง ถ น น แ ล้ว ให้ต ร ว จ ส อ บ ท า ง ซ้าย มือ อีก ค รั้ ง ห นึ่ง ที่บ ริ เ ว ณ เ ส้นก ล า ง ถ น น แ ล้ว จึ ง ค่อ ย ข้า ม ถนนจนไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง

1. วิธีการเดินบนทางเท้า ควรเดินบนทางเท้า (ฟุตพาท) ไม่เดินบนถนน และไม่ควรเล่นกันขณะเดิน

2. วิธีการเดินบนสะพานลอย ควรเกาะราวบันไดและมองขั้นบันไดขณะลงบันได

3. การข้ามถนนจากด้านหน้ารถยนต์หรือด้านหลังรถยนต์ในระยะกระชั้นชิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเด็กตัวเล็ก คนขับรถจะมองไม่เห็น

                               

ฐานที่ 4 นักข่าว: การสื่อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านการสังเกต สัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ รู้วิธีการลำดับการเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริง มีวิธีการลำดับความ ดังนี้

เกิดขึ้นเมื่อไร

เกิดอะไรขึ้น ใครกับใคร เพราะสาเหตุใด

เกิดขึ้นที่ไหน

ผลที่ตามมา เช่น มีใครบาดเจ็บที่ไหน อาการเบื้องต้น

การแก้ปัญหาของบุคคลแต่ละอาชีพ

นักข่าวโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมรายงานข่าวจากสถานการณ์ความเป็นจริงเมื่อพบผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน

นักข่าวโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครกำลังสัมภาษณ์ปีศาจพนันหลังจากถูกจับในระหว่างหลอกเด็กให้เสียเงินขณะทำกิจกรรม

นักข่าวตัวน้อยโรงเรียนอนุบาลศูนย์ศลิปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยารายงานสถานการณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น

เด็ก ๆ โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเรียนรู้ที่จะรายงานเหตุการณ์ตามที่พบเห็น และสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยความเป็นกลาง

ฐานที่ 5 ขับขี่: การฝึกขี่จักรยานตามสัญญาณจราจร สัญญาณมือ และสัญญาณนกหวีด

1. เรียนรู้วิธีการขี่จักรยานที่ถูกต้อง

2. ขี่จักรยานอย่างปลอดภัย (ข้อมูลและภาพจากหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น)

ขณะขับขี่เว้นระยะระหว่างจักรยานประมาณ 2 รถจักรยาน

ก่อนที่จะหยุดให้ส่งสัญญาณก่อน

ไม่พูดหรือหันหลังมาดูขณะขับขี่จักรยาน

3. เข้าใจโครงสร้างของจักรยาน ให้นักเรียนจดจำชื่อส่วนต่าง ๆ ที่ต้องทำการตรวจเช็คพร้อมอธิบายการทำงานและหน้าที่ของส่วนประกอบนั้น ๆ

4. สามารถตรวจสภาพจักรยานได้ด้วยตนเอง

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมตรวจเช็คสภาพรถ เช่น เบรก และแฮนด์รถก่อนขี่จักรยาน

นอกจากนี้ยังรวมถึงทักษะการดูแลตนเองขณะขี่จักรยาน ตามแนวคิดของหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น เช่น

ระมัดระวังเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่ใช้ในการขี่จักรยาน ในกรณีที่ใส่กระโปรง ชายกระโปรงอาจเข้าไปพัน และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

เวลาขี่จักรยานต้องขี่ชิดริมซ้ายสุดของถนนเพื่อไม่ให้ขวางทางคนเดิน

เรียนรู้วิธีการจอดรถจักรยานอย่างถูกต้อง และตระหนักเสมอว่าต้องจอดริมซ้ายสุดของถนน

เด็ก ๆ โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครขี่จักรยานตามกฎจราจร คือเว้นระยะห่างระหว่างจักรยาน และพยายามขี่จักรยานให้ชิดริมซ้ายสุดของถนน

การตรวจสอบสภาพรถก่อนขับขี่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถขับขี่ได้ปลอดภัยและมั่นใจ โรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานคร

ในฐานขับขี่น้อง ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลทัพทัน จังหวัดอุทัยธานีเรียนรู้การใส่หมวกกันน็อกและการซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ให้ปลอดภัย

ก่อนขับขี่นักเรียนโรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีสวมหมวกกันน็อกและคาดสายรัดใต้คางเพื่อความปลอดภัย

เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนสวมหมวกกันน็อก และประยุกต์ใช้ยางล้อรถแทนรถจักรยานเพื่อเรียนรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัย

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเรียนรู้การขับขี่อย่างปลอดภัยจากคุณตำรวจ

4) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ สะท้อนว่าสามารถปฏิบัติตามบทบาทและแก้ไขปัญหาในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในมิติของทัศนคติ การคิดและทักษะ ได้มากน้อยเพียงใด

(2) ให้เด็ก ๆ รู้คำศัพท์เพิ่มเติมจากกิจกรรมนี้ไหม

(3) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

2. กิจกรรมฝึกการคิดแยกแยะ: คือ เปรียบเทียบความเหมือนและต่าง และวิเคราะห์ตีความรหัสของสัญลักษณ์แบบต่าง ๆ การตีความ แจกแจงปัญหาโดยใช้หลักและเหตุและผล การแทนค่าและสะท้อนสิ่งที่เรียนรู้บูรณาการกับศิลปะ ประกอบด้วยกิจกรรม คือ ปริศนาเดินทางของหุ่นยนต์ การสร้างเมืองแม่เหล็กปลอดภัย การสร้างเมืองแป้งโดวปลอดภัย หุ่นมือจราจร และจินตนาการจราจร

• กิจกรรมการฝึกคิดแยกแยะ

กิจกรรมปริศนาการเดินทางของหุ่นยนต์ Sensory Sensing

นักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมากำลังศึกษาการเดินทางของหุ่นยนต์

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกทักษะการสังเกตการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ การตีความเงื่อนไข

2) เพื่อฝึกความเข้าใจความหมายของทิศทางและตำแหน่งแบบต่าง ๆ เช่น เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดินตรง ถอยหลัง กลับรถ และการแทนค่าด้วยสัญลักษณ์

3) เพื่อฝึกการออกแบบวางแผนทิศทางการเดินทาง

4) การฝึกทักษะการสังเกตการเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สื่อ

1) หุ่นยนต์

2) แผ่นกระดาษ

3) ปากกาสีต่าง ๆ

4) แผ่นสติกเกอร์

จำนวนเด็ก 3-4 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้แต่ละคนสังเกตและร่วมกันคาดเดาว่าหุ่นยนต์เดินทางได้อย่างไร เปลี่ยนทิศทางการเดินเพราะสาเหตุใด

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

2) ให้เด็ก ๆ คาดเดาว่าหุ่นยนต์จะเดินไปทางไหน เพราะอะไร

3) ให้เด็ก ๆ สังเกตการเดินทางของหุ่นยนต์ และลองแทนค่าด้วยสัญลักษณ์จราจร

เด็ก ๆ โรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมาสังเกตการเดินทางของ Ozobot

นักเรียนโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตคาดเดาเส้นทางการเดินของหุ่นยนต์ หลังจากนั้นครูชวนให้เด็กสังเกตว่าทำไมหุ่นยนต์ถึงเดินไปตามเส้นทางนั้น

4) การปฏิบัติตามแผน

(1) ให้เด็ก ๆ ลองออกแบบเส้นทางการเดินทางและเงื่อนไขโดยใช้โคดสีต่าง ๆ บนกระดาษ โดยใช้สัญลักษณ์จราจรประกอบ

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้าเลือกสติกเกอร์ลักษณะเส้นต่าง ๆ เพื่อสร้างเส้นทางให้หุ่นยนต์

นักเรียนโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครกำลังดูการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ว่าไปตามเส้นที่ทำไว้หรือไม่

ผลงานการออกแบบเส้นทางการเดินทางของหุ่นยนต์ของนักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมา

(2) ให้เด็ก ๆ ลองวางโต๊ะ เก้าอี้ หรือของต่าง ๆ ตามแบบเส้นทางการเดินทางและเงื่อนไขที่ตนออกแบบ

(3) ให้เด็ก ๆ ลองเดินทางตามทางเดินที่ตนเองกำหนด

5) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ สะท้อนว่าเข้าใจความหมายของทิศทางต่าง ๆ หรือไม่

(2) ให้เด็ก ๆ อธิบายความแตกต่างของทิศทางและสัญลักษณ์ที่ใช้เทียบกับสัญลักษณ์จราจร

(3) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

การสร้างเมืองปลอดภัย จากแม่เหล็ก (ภาพ 2 มิติ) แป้งโดว (3 มิติ) และหุ่นมือจราจร Bonding Sensing

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกความเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์จราจรแบบต่าง ๆ

2) เพื่อสื่อความคิดตามจินตนาการในการสร้างเมืองปลอดภัย ร่วมกับเพื่อน

3) การเชื่อมโยงภาพ 2 มิติ (เมืองแม่เหล็ก) และ 3 มิติ (เมืองแป้งโดว และหุ่นมือจราจร)

สื่อ

1) แผ่นสำหรับติดแม่เหล็ก (ใช้สังกะสี หุ้มด้วยผ้า)

2) ภาพเมือง และสัญลักษณ์จราจร (สามารถดาว์นโหลดได้จาก web ของโครงการ) และแม่เหล็กสำหรับติดด้านหลังของภาพ

การเรียนรู้สัญลักษณ์จราจรจากการปั้นเมืองจากแป้งโดว

การสร้างเมืองปลอดภัยจากไม้บล็อกยักษ์ โดยเด็กอนุบาลโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานคร

จำนวนเด็ก 3-4 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้แต่ละคนคิดว่าในเมืองปลอดภัยของตนเองควรมีอะไรบ้าง ที่แสดงถึงความปลอดภัยจากการเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์จราจรแบบต่าง ๆ

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

3) การปฏิบัติตามแผน

(1) ให้เด็ก ๆ แบ่งงานกับเพื่อน ๆ ว่าจะมีวิธีร่วมกันสร้างเมืองปลอดภัยจากภาพอะไรบ้าง

(2) ให้เด็ก ๆ ช่วยกันติดภาพตามแผน

เด็กประถมโรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์ช่วยกันสร้างเมืองปลอดภัยจากแผ่นแม่เหล็ก

นักเรียนโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์จราจรจากการเล่นแผ่นแม่เหล็กแล้วสร้างเป็นเรื่องราว

หลังจากสร้างเมืองปลอดภัยจากแผ่นแม่เหล็กแล้วนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ยเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นให้คุณครูฟัง

หลังจากเด็ก ๆ โรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์สร้างเมืองปลอดภัยจากแผ่นแม่เหล็กแล้ว เด็ก ๆ เขียนคำบรรยายประกอบภาพ

การสร้างเมืองปลอดภัยจากแผ่นแม่เหล็กโดยนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานี

นักเรียนโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตเล่าเรื่องราวของเมืองปลอดภัยจากการเล่นแผ่นแม่เหล็ก

(3) ให้เด็ก ๆ ลองสร้างเมืองปลอดภัยใหม่อีกครั้งด้วยการปั้นเป็นแป้งโดว

เด็กโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครกำลังปั้นแป้งโดวเป็นเมืองปลอดภัยตามจินตนาการของตนเอง

ผลงานการปั้นเมืองปลอดภัยของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนม

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนช่วยกันสร้างเมืองปลอดภัยจากดินน้ำมัน

5) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองปลอดภัยที่สร้าง ด้วยการเล่าเรื่องหรือการใช้หุ่นมือจราจรในการช่วยเล่าเรื่อง

: เด็กโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครเล่าเรื่องเมืองปลอดภัยจากการเล่นหุ่นมือจราจร

เด็ก ๆ โรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตเล่านิทานด้วยการใช้หุ่นมือให้เพื่อน ๆ ฟัง

คุณครูโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตเล่นละครหุ่นมือเพื่อปลูกฝังให้เด็กตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและเรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์จราจร

(2) ให้เด็ก ๆ สังเกตความเหมือนและความต่างของเมืองปลอดภัยทั้งแบบสองมิติและสามมิติ

(2) ให้เด็ก ๆ ช่วยกันระบุสัญลักษณ์ปลอดภัยที่พบในภาพ

(3) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

จินตนาการจราจร คือ กิจกรรมสะท้อนการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการ มักจะเป็นวันสุดท้ายของโครงการก่อนปิดโครงการ Bonding Sensing

วัตถุประสงค์

เพื่อฝึกการสื่อความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่มีต่ออุบัติเหตุทางถนนและการหาวิธีแก้ปัญหาตามความคิดของเด็ก ๆ

สื่อ

1) อุปกรณ์ต่างๆ ของโครงการให้เด็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ เลือกที่จะนำมาใช้

2) เงินจำลอง

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ในวันแรกของโครงการ แจ้งจุดประสงค์ของโครงการให้เด็ก ๆ ทราบว่าเด็กแต่ละกลุ่มจะหาวิธีการแก้ปัญหาเมืองปลอดภัยอย่างไร และจะต้องสะสมเงินของโครงการจากการทำงานในภารกิจต่าง ๆ เพื่อนำเงินนี้ไปซื้ออุปกรณ์ในการทำกิจกรรมรณรงค์การสร้างความปลอดภัยจากการใช้ถนน

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

2) การปฏิบัติตามแผน

(1) ให้เด็ก ๆ วางแผนกับเพื่อนว่าจะรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการใช้ถนนในประเด็นอะไร และจะใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง

(2) ให้เด็ก ๆ ไปซื้ออุปกรณ์ในร้านค้า ในกรณีที่เงินไม่พอก็ให้ไปทำงานเพิ่ม

(3) ให้เด็ก ๆ นำอุปกรณ์ต่าง ๆ มาสร้างการรณรงค์ตามแผนที่วางไว้

(4) ให้แต่ละกลุ่มนำเสนองานรณรงค์ที่ทำขึ้น

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดนครศรีอยุธยานำเงินที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมมาซื้อของ เพื่อนำไปใช้เป็นอุปกรณ์รณรงค์ต่อไป

เด็ก ๆโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครคิดท่าเต้นประกอบเพลงของโครงการอารักข์ “อุปกรณ์ปลอดภัย” เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของความปลอดภัยเมื่อใช้อุปกรณ์ เช่น เข็มขัดนิรภัย และหมวกกันน็อก

เด็กประถมโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนนำเงินที่ได้จากการปฏิบัติภารกิจมาซื้ออุปกรณ์เพื่อใช้ในการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยทางถนน

เด็กประถมโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครเล่นละครรณรงค์ให้ผู้อื่นเห็นความสำคัญของการเคารพกฎจราจร

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนวาดรูปและแสดงละครเพื่อให้คนอื่นตระหนักถึงอันตรายจากอุบัติเหตุทางถนน และการดูแลตนเองให้ปลอดภัย

ผลงานการสะท้อนความคิดเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนของนักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมา

การนำเสนอผลงานของน้อง ๆ โรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์

การสะท้อนความคิดของนักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมา

ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูลนำเสนอผลงานการทำป้ายรณรงค์เพื่อให้คนสวมหมวกกันน็อกให้แก่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและเพื่อน ๆ ฟัง

นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีช่วยกันวาดทางม้าลายในโรงเรียน

เด็ก ๆ โรงรัยนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครเล่นสะครเพื่อรณรงค์ให้ให้ถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อก

5) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ ทบทวนว่างานที่ทำเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องใดบ้าง เพราะอะไร

(2) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเลือกได้จะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดิมหรือไม่

เฟรมรูปบอกความเสี่ยง (Photo Framing) Sensory Sensing และออกแบบเมืองปลอดภัย (social mapping) Community Sensing

แผนที่ชุมชนปลอดภัยของนักเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การทำแผนที่ชุมชนเป็นเทคนิคที่ได้ผลมากในการให้เด็กเข้าใจความหมายของความเสี่ยงในพื้นที่ที่ตนอยู่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดทำในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น โดยเด็ก ๆ จะออกสำรวจพื้นที่ในโรงเรียนเพื่อถ่ายรูปพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัยในกรอบภาพ เพื่อช่วยให้เด็กรู้ว่าจุดโฟกัสอยู่ที่ใด จากนั้นครูจะปรินต์ภาพที่เด็กถ่าย เพื่อให้เด็กนำมาติดบนกระดาษแผ่นใหญ่ แต่ละกลุ่มจะมาพล็อตจุดว่าพื้นที่ใดในโรงเรียนเป็นอันตรายหรือปลอดภัย แล้วช่วยกันโหวตด้วยการวางลูกตาบนภาพที่คิดว่าเสี่ยงที่สุด ดังจะเห็นได้จากภาพที่มีลูกตาวางมากที่สุด คือสถานที่ที่เด็ก ๆ คิดว่าอันตรายมากที่สุด กิจกรรมนี้นอกจากทำให้เด็กเข้าใจความหมายของอันตรายและความปลอดภัย การดูแลตนเองให้ปลอดภัยแล้ว ยังสามารถเป็นแนวทางของโรงเรียนที่จะปรับปรุงความปลอดภัยให้กับนักเรียนตามความคิดของเด็ก ๆ อันเป็นหลักหนึ่งของการเคารพสิทธิเด็ก ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ฝึกให้เด็กใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในการสำรวจ สังเกต เก็บข้อมูล ด้วยการถ่ายภาพ วิเคราะห์ แยกแยะ แจกแจงสิ่งที่เกิด สังเคราะห์สิ่งที่ค้นพบ และนำเสนอความเข้าใจ งานวิจัยพบว่าการให้เด็กได้ถ่ายรูปสิ่งที่มีความหมายสำหรับเด็กจากการสำรวจ และวิเคราะห์รูปถ่ายเป็นการช่วยให้เด็กได้ใช้เหตุผลในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น (Mykkänen, Määttä, & Järvelä, 2016) เป็นกระบวนการสืบค้นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ความรู้ใหม่ ๆ แบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักสูตรแห่งชาติของประเทศฟินแลนด์ ช่วยให้เด็กหัดแก้ปัญหาสิ่งที่จะทดลองด้วยความกระตือรือร้น สนใจและสนุกสนาน และเด็กยังได้มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ มีความรับผิดชอบ รู้ถึงพลังของตนเอง (Friedman, 2016)

 

วัตถุประสงค์

1) เพื่อฝึกกระบวนการสืบค้นด้วยการ สังเกต และแยกแยะว่าพื้นที่ใดจะเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นและพื้นที่ใดปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจความหมายของคำว่า เสี่ยง และสิ่งใดคือปัจจัยเสี่ยง

2) เพื่อฝึกการหาคำตอบโดยใช้กระบวนการสืบค้น

3) เพื่อฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม

สื่อ

1) กรอบรูป ทำจากกระดาษแข็งเจาะรูเป็นรูปกรอบรูป

2) กล้องถ่ายรูป

3) สมุดบันทึก ดินสอ

4) กระดาษปรู๊ฟประมาณ 6-8 มาต่อติดกันและแปะบนพื้นเพื่อเตรียมทำแผนที่ชุมชน

5) เทปกระดาษย่น ปากกาเมจิกสีต่าง ๆ สีเทียน

6) ไม้บล็อกแบบต่าง ๆ สำหรับสร้างบนพื้นที่ที่เด็กเลือกบนกระดาษ

7) สติกเกอร์ หรือสัญลักษณ์เพื่อให้เด็กแต่ละคนโหวตเลือกพื้นที่เสี่ยง

แผ่นเฟรมรูป

คุณครูโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครช่วยกันนำกระดาษปรู๊ฟมาต่อติดกันเพื่อให้เด็กทำแผนที่ชุมชน

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

1) การวางแผน

(1) ให้เด็กทุกกลุ่มวางแผนว่าจะไปสำรวจพื้นที่ไหน ขณะเดินทางอาจท่องกลอนประกอบ เช่น

จับมือน้อยน้อย ค่อยค่อยจูงไป

พี่ไปทางไหน น้องไปด้วยกัน

พี่หยุด น้องหยุด ไม่ดื้อ ไม่รั้น

ไปไหน ไปกัน ช่วยกันมองภัย

เราควรสอดส่อง    คอยมองให้ทั่ว

สิ่งที่น่ากลัว มีอยู่หรือไม่

ถ้ารู้ว่าเสี่ยง หลีกเลี่ยงทันใด

แล้วบอกผู้ใหญ่ ปลอดภัยทั่วกัน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิติยวดี บุญซื่อ และ ดร. อัญญมณี บุญซื่อ

(2) ให้เด็กแบ่งหน้าที่ คนถือกรอบรูป คนนำทาง คนบันทึก คนถ่ายภาพ

(3) ให้เด็กช่วยกันวาดรูประบายสีกรอบพื้นที่เสี่ยงและกรอบพื้นที่ปลอดภัย

ช่วงการฝึกฝนและฝ่าฟัน

2) การปฏิบัติตามแผน

  (1) ให้เด็กแต่ละกลุ่มออกสำรวจหาพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัย ประมาณอย่างละ 2 ที่ โดยขณะสำรวจก็เรียนรู้เรื่องสถานที่ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ในหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่น จะมีการย้ำเตือนเด็กให้หัดระมัดระวังตนเองจากสถานที่ในโรงเรียน เช่น

ที่บริเวณห้องโถงหรือทางขี้นลงมักจะเกิดอุบัติเหตุในลักษณะของหน้ากระแทกกันหรือเดินสะดุดหกล้มบ่อยครั้ง

เมื่อพยายามกรูกันเดินเข้าหรือออกในที่แคบ ๆ จะทำให้เกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บได้ง่าย

ก า ร ปีนขึ้น เ ค รื่ อ ง เ ล่ น ที่ ต้อง ปีน ป่า ย เ ช่ น โ ค ร ง เ ห ล็ก ส ห รั บ ปีน จ ะ ต้อ ง ไ ม่ ป ล่ อ ย มื อ โ ด ย เ ด็ ด ข า ด แ ล ะ จ ะ ต้องไม่ ลืม ว่า จ ะ ต้อง ใ ช้อวัยวะยึดไว้อย่างน้อยสามจุดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกลงมาจากโครงเหล็ก

ในสถานที่หรือเครื่องเล่นต่าง ๆ ที่มีขั้นบันไดหรือมีความสูงต่ำจะต้องก้าวหรือวิ่งอย่างระมัดระวังมิฉะนั้นแล้วอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส

การเล่นแบบพิสดาร (ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเล่นโดยทั่วไป) จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ห้องที่เก็บอุปกรณ์สำหรับการเรียนวิชาพละนั้น จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย อาจทำให้นักเรียนได้รับอันตรายได้ง่าย โดยปกติแล้วห้องนี้จะล็อกกุญแจไว้ แม้ห้องจะเปิดทิ้งไว้อยู่ก็ไม่ควรเดินเข้าไป

ในตอนที่นักเรียนวิ่งอยู่ หากเหม่อลอยไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะลื่นล้ม และอาจได้รับบาดเจ็บได้ง่าย

ขณะที่นักเรียนเดินบนแท่นฝึกการทรงตัวจะต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ไม่เล่นพิเรนทร์บนแท่น มิฉะนั้นอาจประสบอุบัติเหตุ และอาจบาดเจ็บสาหัสได้

เชือกปมด้านข้างของพรมนั้น จะทำให้ขาหรือเท้าของเราสะดุดได้ง่าย นักเรียนจะต้องระมัดระวังอยู่เสมอพร้อมทั้งเก็บเชือกที่เป็นปมไว้ใต้พรมสมอ

หากแอ่นตัวในระหว่างเล่นบาร์เดี่ยวอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายได้ง่ายหากไม่ระมัดระวังอาจทำให้ทั้งคนปีนและคนช่วยได้รับบาดเจ็บทั้งคู่

ในขณะที่เล่นทรายจะต้องคอยระวังคนรอบข้าง ระวังไม่สาดทรายไปโดนคนรอบข้างและไม่ปาทราย

การเล่นที่บันไดอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ร้ายแรง โดยเฉพาะการเล่นสไลด์ตัวลงมาจากราวจบันไดและการกระโดดก้าวข้ามขั้นบันได

การขึ้นไปบนโต๊ะเรียนหรือขึ้นไปเหยียบบนเก้าอี้อาจทำให้ล้มคว่ำลงมาได้

เปิดปิดประตูโดยไม่ระมัดระวังผู้อื่นอาจทำให้หนีบมือหรือลำตัวของผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บได้

น้องอนุบาลโรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูลถือกรอบรูปพื้นที่เสี่ยงเพื่อเตรียมออกสำรวจพื้นที่ในบริเวณโรงเรียน

เด็กประถมโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมากำลังวางแผนเลือกพื้นที่ที่จะไปสำรวจบริเวณโรงเรียน

(2) เมื่อพบพื้นที่ที่ต้องการ ให้คนหนึ่งถือกรอบหน้าสถานที่ หรือจุดที่อันตรายหรือปลอดภัย และอีกคนถ่ายรูป ส่วนอีกคนให้บันทึกว่าพื้นที่ที่พบคือที่ไหน เพราะเหตุใดจึงเป็นพื้นที่เสี่ยง เหตุใดจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัย ด้วยการร่วมกันวิเคราะห์สิ่งที่ค้นพบโดยใช้หลัก Computational thinking คือแจกแจงปัญหาในทุกแง่มุม ทุกมิติ ว่าปัญหาเกิดจากอะไร (decomposing) หาจุดร่วมของปัญหา ที่เกิดซ้ำ ๆ จากเด็กแต่ละคน (pattern recognition) สรุปประเด็นปัญหาจากสิ่งที่เด็กค้นพบ

เด็กชูกรอบรูปพื้นที่เสี่ยงบริเวณที่คิดว่าเป็นพื้นที่อันตราย คุณครูประจำกลุ่มถ่ายภาพเก็บไว้ หลังจากนั้นสมาชิกในกลุ่มบันทึกตำแหน่งของพื้นที่ พร้อมทั้งระบุเหตุผลว่าทำไมจุดนี้จึงเป็นจุดที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในโรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูล

นักเรียนโรงเรียนวันสะพาน กรุงเทพมหานครแบ่งหน้าที่กันในการสำรวจพื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่เสี่ยงอันตราย ได้แก่ ถือกรอบรูป ถ่ายภาพ และเขียนบันทึก

(3) เพื่อคัดเลือกภาพที่ถ่ายมาว่าภาพใดตอบโจทย์พื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง (abstraction)

(4) ให้เด็กทุกกลุ่มนั่งล้อมวงกระดาษปรู๊ฟที่แปะบนพื้น และเลือกพื้นที่เพื่อแปะภาพที่เด็กเลือก

เด็ก ๆ แต่ละกลุ่มของโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งพื้นที่ในการทำแผนที่ชุมชนปลอดภัย

(5) ให้เด็กแปะภาพพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ปลอดภัย เขียนอธิบายว่าสถานที่ที่เลือกคือที่ไหน และเหตุใดพื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เสี่ยง เหตุใดจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัย พร้อมทั้งวาดรูปประกอบ

ณ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนม เด็กทุกกลุ่มนำภาพถ่ายพื้นที่เสี่ยงอันตรายและพื้นที่ปลอดภัยมาแปะที่กระดาษ พร้อมทั้งวาดภาพ และเขียนคำอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงเลือกพื้นที่นั้น ๆ

ภาพพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเลือก พร้อมกับให้เหตุผลและวาดภาพประกอบ

ภาพพื้นที่เสี่ยงอันตรายที่นักเรียนโรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์เลือกมานำเสนอ พร้อมเหตุผลและวาดภาพประกอบ

นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยกันวาดรูปเพื่อทำเป็ฯแผนที่ชุมชนปลอดภัย

(6) ตกแต่งภาพที่วาดด้วยไม้บล็อก

การนำไม้บล็อกมาตกแต่งรอบ ๆ รูปภาพ หรือรูปวาดเป็นการเพิ่มความน่าสนใจและสร้างเป็นบรรยากาศที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่ถูกเลือก

หลังจากแปะรูปภาพ และวาดรูปแล้วเด็กประถมโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีตกแต่งชิ้นงานด้วยไม้บล็อก

(7) แต่ละกลุ่มนำเสนอพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เสี่ยงพร้อมทั้งแนวทางการแก้ปัญหาจากความคิดของเด็ก ๆ

ตัวแทนแต่ละกลุ่มนำเสนอพื้นที่เสี่ยงอันตรายและพื้นที่ปลอดภัยที่พบในบริเวณโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนม

นักเรียนแต่ละกลุ่มของโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมานำเสนอพื้นที่เสี่ยงอันตรายและพื้นที่ปลอดภัยให้เพื่อน ๆ ฟัง

นักเรียนแต่ละกลุ่มของโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมนำเสนอพื้นที่เสี่ยงอันตรายและปลอดภัยจากการเดินสำรวจรอบบริเวณโรงเรียน

นักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมานำเสนอพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เสี่ยงอันตรายตามความคิดเห็นของแต่ละกลุ่ม

การเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของโณงเรียนเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะทำให้เด็กรับรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวดีขึ้น โรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานี

(8) โหวตเลือกพื้นที่ที่เสี่ยงที่สุด ด้วยการให้เด็กแต่ละคนวางสัญลักษณ์ลูกตาหรือสติกเกอร์บนพื้นที่เสี่ยงที่เห็นบนแผ่นภาพบนกระดาษปรู๊ฟ สามารถเลือกพื้นที่ที่ตนเองเลือกมา หรือพื้นที่ของกลุ่มอื่นได้

เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีช่วยกันโหวตพื้นที่ที่คิดว่าเป็นจุดเสี่ยงอันตรายที่สุดในโรงเรียนด้วยการวางลูกตาบนภาพถ่ายนั้น

หลังจากที่เด็กทุกคนได้ฟังการนำเสนอของเพื่อน ๆ แล้ว แต่ละคนต้องวาดสัญลักษณ์ (ลูกตา) ลงบนรูปที่ตนคิดว่าเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในโรงเรียน เพื่อครู หรือผู้บริหารโรงเรียนจะนำไปพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขต่อไป

การโหวดพื้นที่ที่เด็ก ๆ คิดว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในโรงเรียน เพื่อผู้บริหารจะนำไปพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขต่อไป โรงเรียนบ้านน้ำฉา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

3) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ สะท้อนความเข้าใจความหมายของพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลอดภัย

(2) ให้เด็ก ๆ สะท้อนว่าวิธีการแก้ปัญหาแบบใดน่าจะดีที่สุดเพื่อเสนอต่อครูและผู้บริหารของโรงเรียน

(3) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

ไข่ไขความลับหมวกกันน็อก Rational Sensing

การทดลองความแข็งแรงของหมวกกันน็อกของเด็ก ๆ โรงเรียนตำรวจชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าของหมวกกันน็อก ที่ช่วยลดการกระแทกของศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุขณะซ้อนมอเตอร์ไซค์

2. เพื่อเรียนรู้มาตรฐานของหมวกกันน็อก

สื่อ

1) หมวกกันน็อก และหมวกแบบต่าง ๆ

2) การทดลองที่ 1 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อก ใช้ถ้วยพลาสติกที่มีฝา จำนวน 1 ใบ ไข่ไก่สด จำนวน 1 ใบ เทปสายไฟเพื่อใช้ปิดฝาถ้วยให้แน่น

3)  การทดลองที่ 2 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้ถ้วยพลาสติกที่มีฝา จำนวน 1 ใบ ไข่ไก่สด จำนวน 1 ใบ เทปสายไฟเพื่อใช้ปิดฝาถ้วยให้แน่นจำนวน 3 ใบ กระดาษทิชชู ประมาณ 10 แผ่น

4)  การทดลองที่ 3 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกกันน็อก ใช้ถ้วยพลาสติกที่มีฝา จำนวน 1 ใบ ไข่ไก่สด จำนวน 1 ใบ เทปสายไฟเพื่อใช้ปิดฝาถ้วยให้แน่นจำนวน 3 ใบ ฟองน้ำที่มีแถบสก็อตไบร์ต ประมาณ 3 แผ่น

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้เด็ก ๆ สังเกตหมวกแบบต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าการเดินทางด้วยการซ้อนมอเตอร์ไซค์ควรใส่หมวกแบบใดจึงจะปลอดภัย เพราะอะไร

2) การปฏิบัติตามแผน

(1) สมมติสถานการณ์ว่าเราจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก ชวนเด็ก ๆ ให้มีส่วนร่วมในการทดลองความแข็งแรงของการใส่หมวกกันน็อกด้วยการทดลอง 3 แบบ

นักเรียนโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตช่วยกันคิดว่าเมื่อปล่อยไข่ที่ไม่มีการห่อหุ้มใด  ๆ และไข่ที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุที่ต่างกัน ผลที่เกิดขึ้นจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร แล้วหากเปรี่ยบกับศีรษะของคน จะเป็ฯอย่างไร

(2) การทดลองครั้งที่ 1 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อก

ให้เด็กๆ นำไข่ใส่ในถ้วยพลาสติก และปิดฝาพันด้วยเทปให้แน่น แล้วทำการทดลองโดยให้เด็ก ๆ ชูมือสูง ๆ แล้วปล่อยไข่ลงบนพื้น สังเกตผลที่ได้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไข่จะแตก ให้ครูเปรียบเปรยว่าไข่ที่ไหลออกมาเปรียบเสมือนศีรษะเราที่เมื่อโดนกระแทกแรง ๆ เลือดจะไหลออกมาแบบไข่ขาวและไข่แดงเละ ๆ การที่ศีรษะโดนกระแทกอย่างแรงมีผลต่อการทำงานของร่างกาย อาจทำให้พิการ หรือตายได้

นักเรียนโรงเรียนตำรวจชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ใส่ไข่ไก่ลงในถ้วยพลาสติก ปิดเทปแล้วปล่อยลงจากที่สูง

สภาพของไข่ที่ไม่มีการห่อหุ้มใด ๆ

เด็ก ๆ โรงเรียนตำรวจชายแดนนเรศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์สังเกตและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นสภาพของไข่ที่ตกลงที่พื้น

เด็ก ๆ โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครกำลังปล่อยไข่ที่อยู่ในถ้วยพลาสติก แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่เมื่อตกลงที่พื้น

ไข่ที่เปรียบเสมือนศีรษะของคนหากไม่ได้รับการป้องกัน เมื่อถูกกระแทกแรง ๆ ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

(3) การทดลองครั้งที่ 2 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวก เช่นหมวกแก๊ป หมวกที่ใช้ในงานก่อสร้าง ซึ่งถือว่าไม่ได้มาตรฐานที่แท้จริงเพราะไม่แข็งแรงและหนาพอที่จะรับการกระแทก

ให้เด็ก ๆ นำไข่ใส่ในถ้วยพลาสติก ใส่กระดาษทิชชูพันโดยรอบและปิดฝาพันด้วยเทปให้แน่น แล้วทำการทดลองโดยให้เด็ก ๆ ชูมือสูง ๆ แล้วปล่อยไข่ลงบนพื้น แล้วสังเกตผลที่ได้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไข่ก็ยังแตก เพราะการห่อหุ้มที่ไม่แข็งแรงพอก็จะยังคงมีผลต่อการบาดเจ็บหรือตายได้

นักเรียนชั้นประถมต้นโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครช่วยกันห่อไข่ด้วยกระดาษทิชชู่ใส่ลงในถ้วยพลาสติกแล้วปิดฝาให้แน่นด้วยเทป

น้องอนุบาลโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครนำไข่ห่อด้วยกระดาษทิชชู่ใส่ลงในถ้วยแล้วปล่อยให้ไข่ตกลงที่พื้น เพื่อน ๆ ช่วยกันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่ฟองนี้

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมปล่อยไข่ที่มีทิชชู่ห่อหุ้มลงบนพิ้น เปรียบเสมือนการใส่หมวกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือหมวกประเภ?อื่น ทำให้เกิดอันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้

(4) การทดลองครั้งที่ 3 อุปมากับการขี่มอเตอร์ไซค์โดยใส่หมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐาน

ให้เด็ก ๆ นำไข่ใส่ในถ้วยพลาสติก แล้วจัดฟองน้ำที่มีสก๊อตไบร์ตพันรอบไข่โดยรอบและปิดด้านบนฝาด้วยฟองน้ำสก๊อตไบร์ต ควรให้ส่วนฟองน้ำห่อหุ้มไข่ ส่วนด้านสก๊อตไบร์ตให้ติดที่ฝาถ้วย ปิดฝาพันด้วยเทปให้แน่น แล้วทำการทดลองโดยให้เด็ก ๆ ชูมือสูง ๆ แล้วปล่อยไข่ลงบนพื้น แล้วสังเกตผลที่ได้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไข่จะไม่แตก เพราะได้รับการห่อหุ้มที่แข็งแรง  บางครั้งมีความเป็นไปได้ที่ไข่จะแตก ขึ้นกับแรงกระแทกลงพื้น เปรียบได้เสมือนอุบัติเหตุที่ได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หมวกกันน็อกก็ไม่สามารถที่จะช่วยปกป้องศีรษะได้

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมนำไข่มาหุ้มด้วยสก๊อตไบร์ตใส่ลงในถ้วยแล้วพันด้วยเทปก่อนที่จะปล่อยลงพื้น

เมื่อเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่ที่ได้รับการห่อหุ้มที่ต่างกัน ทำให้เด็กเห็นความสำคัญของการใส่หมวกกันน็อกก่อนขับขี่

น้อง ๆ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมช่วยกันปล่อยไข่ที่มีสก๊อตไบร์ตห่อหุ่มลงมาที่พื้น แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น

นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีนำสก๊อตไบรต์หุ้มไข่แล้วใส่ลงในถ้วยพลาสติก ปิดฝาให้แน่นด้วยกันพันเทปรอบปากถ้วย จากนั้นปล่อยลงจากที่สูง แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่

นักเรียนโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีนำสก๊อตไบรต์หุ้มไข่แล้วใส่ลงในถ้วยพลาสติก ปิดฝาให้แน่นด้วยกันพันเทปรอบปากถ้วย จากนั้นปล่อยลงจากที่สูง แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่

การทดลองปล่อยไข่ที่มีการห่อหุ้มมิดชิด เพื่อดูว่าไข่จะเป็นอย่างไร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเศวรป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลังจากปล่อยไข่ที่มีการห่อหุ้มอย่างแน่นหนาลงบนพื้น นักเรียนสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับไข่พบว่าไข่ไม่แตก ทำให้ข้อสรุปได้ว่าการใส่หมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เพราะถึงแม้จะใส่หมวกกันน็อกที่ดีแต่ถ้าขับขี่ด้วยความไม่ระมัดระวังก็ทำให้เกืดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตได้เช่นกัน

(5) ครูชวนให้เด็ก ๆ ดูลักษณะของหมวกกันน็อกของจริง ถ้าเป็นไปได้น่าจะผ่าหมวกกันน็อกออกเป็น 2 ซีกเพื่อให้เด็ก ๆ เห็นด้านในของหมวกกันน็อก

ครูให้เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าชะอม จังหวัดอุทัยธานีดู และจับหมวกกันน็อก

เพลงหมวกกันน็อก

น็อก น็อก น็อก น็อก น็อก น็อก

หมวกกันน็อก  กันกระแทก ได้จริง

วันใดมอเตอร์ไซค์ล้มกลิ้ง

หัวชายหญิง จะได้ปลอดภัย

ซ้อนท้ายไปใกล้ไกล จับรถแน่นทุกครั้งไป

คอยมองถนน อย่าเผลอใจ

ต้องปลอดภัยไว้ก่อน

โดย ผู้ช่วยศาสจราจารย์กิติยวดี บุญซื่อ และ ดร. อัญญมณี บุญซื่อ

(2) ให้เด็ก ๆ ลองหัดใส่หมวกกันน็อกให้ถูกวิธี คือรัดสายรัดใต้คางทุกครั้ง ซึ่งมักพบว่าเด็ก ๆ จะบ่นว่าหนักหรือร้อน เพราะยังไม่คุ้นชิน ทางโครงการจึงขอเสนอให้เด็ก ๆ ได้ระบายสีบนหมวกกันน็อกของตนเอง เมื่อเด็กมีหมวกกันน็อกของตนเอง ก็จะทำให้รู้สึกอยากใส่มากขึ้น และเชิญชวนให้เด็ก ๆ กลับไปชวนให้ผู้ปกครองใส่ขณะเดินทางโดยใช้รถมอเตอร์ไซค์

การใส่หมวกกันน็อกที่ถูกวิธีนั้นจะต้องคาดสายรัดใต้คางทุกครั้ง โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานคร

เด็กโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมกำลังวาดภาพลงบนหมวกกันน็อกของตนเอง

การคาดสายรัดใต้คางของหมวกกันน็อกก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรละเลยเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์

นักเรียนโรงเรียนบ้านอุได จังหวัดสตูลกำลังตกแต่งหมวกกันน็อกของตนเอง

(2) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเลือกได้จะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดิมหรือไม่

เข็มขัดคาดชีวิต Rational Sensing

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าของเข็มขัดนิรภัย ที่ช่วยลดการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุขณะนั่งรถ

สื่อ

1) รถของเล่นที่มีสายคาดติด เช่น สายติดป้ายคล้องคอให้เป็นเสมือนกับเป็นเข็มขัดนิรภัย (หรืออาจใช้เทปติดแทนการใช้สายคาดเข็มขัด)

2) ตุ๊กตา

3) ไม้พาด เพื่อให้รถแล่นลงมากระแทกกับพื้น

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้เด็ก ๆ สังเกตรถของจริงว่ามีสายเข็มขัดคาด ให้ลองคิดว่ามีไว้เพื่ออะไร

2) การปฏิบัติตามแผน

(1) สมมติสถานการณ์ว่าเรานำตุ๊กตานั่งในรถและให้ทำการทดลองเปรียบเทียบการคาดกับไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

(2) การทดลองครั้งที่ 1 อุปมากับการนั่งรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ให้เด็ก ๆ นำตุ๊กตาไปวางบนที่นั่งในรถ แล้วปล่อยรถให้ไหลไปตามไม้ที่พาดไว้ เมื่อรถกระแทกกับพื้น ดูผลที่เกิดขึ้นว่าเกิดอะไรกับตุ๊กตา เช่น ตุ๊กตาหล่นลงมานอกรถ สิ่งนี้เปรียบเสมือนสภาพอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยที่จะบาดเจ็บหรือตายจากอุบัติเหตุ

พี่ประถมโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครทดลองนำตุ๊กตาวางบนรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วปล่อยให้ไหลลงทางลาด แล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตา

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมกำลังปล่อยรถลงมาลาดเพื่อทดสอบว่าคนขับจะเป็นอย่างไรหากไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย

เด็ก ๆ โรงเรียนศรีวิทยาลองนำตุ๊กตา 2 ตัวที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยไหลลงจากทางลาด แล้วสังเกตดูว่าตุ๊กตาทั้ง 2 ตัวเป็นอย่างไร

(3) การทดลองครั้งที่ 2 อุปมากับการนั่งรถโดยคาดเข็มขัดนิรภัย

ให้เด็ก ๆ นำตุ๊กตาไปวางบนที่นั่งในรถ และคาดเข็มขัดให้ตุ๊กตา หรือใช้เทปพันตุ๊กตากับเบาะรถ แล้วปล่อยรถให้ไหลไปตามไม้ที่พาดไว้ เมื่อรถกระแทกกับพื้น ดูผลที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตา เช่น ตุ๊กตายังคงนั่งที่เบาะรถ ตัวไม่หลุดออกมา สิ่งนี้เปรียบเสมือนสภาพอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนที่คาดเข็มขัดนิรภัยที่จะไม่บาดเจ็บหรือตายจากอุบัติเหตุ

เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย จังหวัดขอนแก่นร่วมกันสังเกตสภาพของตุ๊กตาที่คาดเข็มขัดนิรภัยว่าเป็นอย่างไรหลังจากถูกปล่อยลงมาจากทางลาด

คุณครูโรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยากำลังปล่อยรถที่มีตุ๊กตาที่คาดเข็มขัดนิรภัยลงจากสไลเดอร์

คุณครูชวนเด็กโรงเรียนอนุบาลศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสังเกตสภาพของตุ๊กตาว่าเป็นอย่างไร

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครพนมปล่อยรถที่มีตุ๊กตาคาดเข็มขัดนิรภัยลงจากทางลาดแล้วสังเกตดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตา

(4) การทดลองครั้งที่ 3 อุปมากับการนั่งรถโดยคนที่คาดและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ให้เด็ก ๆ นำตุ๊กตาไปวางบนที่นั่งในรถ และคาดเข็มขัดให้ตุ๊กตาบางตัว หรือใช้เทปพันตุ๊กตากับเบาะรถบางตัว บางตัวจับนั่งเฉย ๆ แล้วปล่อยรถให้ไหลไปตามไม้ที่พาดไว้ เมื่อรถกระแทกกับพื้น ดูผลที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตาเปรียบเทียบตัวที่คาดเข็มขัดกับตัวที่ไม่คาดเข็มขัด

นักเรียนชั้นประถมโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนทดลองนำตุ๊กตาวางในรถ บางตัวคาดเข็มขัดนิรภัย บางตัวไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะปล่อยให้รถไหลลงมา

สภาพของตุ๊กตาที่คาดเข็มขัดนิรภัยเปรียบเทียบกับตุ๊กตาที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยหลังจากรถถูกปล่อยลงมาจากทางลาดชัน

เด็กโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมกำลังปล่อยรถลงจากทางลาด คันหนึ่งผู้ขับไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เปรียบเทียบกับรถอีกคันที่คนขับคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนขับทั้ง 2 คน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุคนขับที่คาดเข็มขัดนิรภัยยังไม่เกิดความบาดเจ็บ ส่วนคนที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยกระเด็นออกมานอกตัวรถ ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนปล่อยรถที่มีตุ๊กตาคาดเข็มขัดนิรภัยและตุ๊กตาที่ไม่ค่ดเข็มขัดลงจากทางลาด เรียบเทียบดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตาทั้ง 2 ตัวเป็นอย่างไร

(5) ครูชวนให้เด็ก ๆ ลองไปหัดคาดเข็มขัดนิรภัยกับรถจริง

นักเรียนโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครลองคาดเข็มขัดนิรภัยขณะนั่งในรถตู้

5) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการทดลอง และเชื่อมโยงเรื่องราวกับเหตุการณ์ในชีวิตจริง และร่วมกันร้องเพลง

เพลงหมวกกันน็อก

เข็มขัด เข็มขัด นิรภัย

มีไว้ทำไม  ลองช่วยคิดกัน

คลิ้กปั๊บ ตัวติดเบาะนั่ง 

ไม่โยกไม่สั่น  เมื่อกระเด้งกระดอน

นั่งรถเราจะไม่ประมาท

จะหลังหรือหน้า ต้องคาดพลัน

อย่ามัวแต่เผลอเล่นกัน

ต้องปลอดภัยไว้ก่อน!

โดย ผู้ช่วยศาสจราจารย์กิติยวดี บุญซื่อ และ ดร. อัญญมณี บุญซื่อ

 

(2) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเลือกได้จะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดิมหรือไม่

Smart Car Smart Road Bonding Sensing

กิจกรรมการฝึกการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ผ่านการใช้รถ Smart Car

ปัจจุบัน เทคโนโลยีเป็นสิ่งรอบตัวที่ปฏิเสธไม่ได้ในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัจจุบันรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องใช้ ยานพาหนะ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ของเล่นเด็ก ซึ่งหลายคนตกเป็นทาสของเทคโนโลยี (Digital Immigrant) แทนที่จะพยายามรู้จักมันและใช้มันเป็น (Digital Natives) ซึ่งเด็ก ๆ ระดับชั้นประถมศึกษามีความเป็น Generation Z คือมีความสนใจใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง (Active Learner) โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีนั้น เด็กวัยนี้มีความคิดแบบ Digital Integrator คือคิดเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับสิ่งรอบตัว

โครงการอารักข์ จึงได้คิดวิธีการนำเทคโนโลยีมาให้เด็กรู้จักถึงการทำงานของมัน ด้วยการฝึกการคิดเชิงคำนวณผ่านการตั้งคำถาม แบบ Open-ended to-and-fro คือการตั้งคำถามปลายเปิดที่ชวนให้เด็กคิดในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กหัดสังเกต เกิดความสงสัย รวมไปถึงการรู้จักคิดหาสาเหตุของการเกิดสิ่งนั้นในแง่มุมต่าง ๆ (Decomposition) ซึ่งคล้ายกับหลักโยนิโสมนสิการ อย่างไรก็ตามการสร้างรถ Smart Car จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมในการสร้าง เพื่อให้ง่ายกับทางโรงเรียน อาจใช้รถบังคับวิทยุแทนได้

การสอนการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) คือการสอนให้เด็กคิดเชิงเหตุและผลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเข้าใจการทำงานของรถว่ารถไม่สามารถหยุดได้ทันที คณะทำงานได้นำรถ Smart Car คือ รถที่สร้างขึ้นให้เคลื่อนที่ได้ด้วยระบบเซนเซอร์โดยที่รถจะวิ่งตามรหัสโคดสี ในที่นี้คือโคดสีขาว โดยจัดขึ้นในรูปแบบของการทดลองที่ให้เด็กช่วยกันคิดกันว่ารถคันนี้วิ่งได้เพราะอะไร ทำไมรถจึงสามารถวิ่งทางตรง ทางโค้งและหยุดได้เอง โดยไม่มีปุ่มบังคับ

 

วัตถุประสงค์

1. เพื่อฝึกทักษะการออกแบบเส้นทางถนนที่ปลอดภัย

2. เพื่อให้เด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย เช่น ความเข้าใจเรื่องระยะเบรก

สื่อ

1) รถบังคับวิทยุของเล่น หรือรถที่โครงการใช้คือรถต่อวงจรให้วิ่งได้จากการอ่านโค้ดสี

2) ถนนทำจากแผ่นยาง

3) ไม้บล็อก

4) กระดาษวาดรูป สี

จำนวนเด็ก 5-6 คน

วิธีการสอน

ช่วงการฝัน

1) การวางแผน ให้เด็กๆ สังเกตรถของเล่นว่ารถทำงานอย่างไร

2) การปฏิบัติตามแผน

(1) ให้เด็ก ๆ สังเกตลักษณะการทำงานของรถว่ารถเคลื่อนที่ได้อย่างไร เพราะอะไร องค์ประกอบของรถมีอะไรบ้าง

เด็ก ๆ โรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครสังเกตการเคลื่อนที่ของ Smart Car

เด็ก ๆ ของโรงเรียนสาธิตพัฒนา กรุงเทพมหานครเดาว่ารถวิ่งไปได้ด้วยการใช้เซ็นเซอร์ จึงลองเอาป้ายชื่อมาบังเซ็นเซอร์ไว้ เพื่อดูว่ารถสามารถเคลื่อนที่ไปได้หรือไม่

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมสังเกตการเคลื่อนที่ของ Smart Car

หลังจากที่ครูปล่อยให้รถ Smart Car เคลื่อนที่ นักเรียนโรงเรียนกาละพัฒน์ จังหวัดภูเก็ตช่วยกันคิดว่ารถวิ่งได้อย่างไร

(2) การทดลองครั้งที่ 1 ทดลองการวิ่งของรถ

ให้เด็ก ๆ ลองปล่อยให้รถวิ่งบนเส้นทางถนน แล้วสังเกตว่ารถเคลื่อนที่ได้อย่างไร รถหยุดอย่างไร ตามหลักสูตร School Safety ของประเทศญี่ปุ่นจะสอนให้นักเรียนเข้าใจว่าเมื่อคนขับรู้สึกได้ถึงอันตรายแล้วเหยียบเบรก ระยะเวลาระหว่างที่เหยียบเบรกจนถึงเบรกเริ่มทำงานเรียกว่า “ระยะฟรีรันนิ่ง” ส่วนระยะหลังจากเบรกเริ่มทำงานไปจนถึงระยะที่รถหยุดวิ่งเรียกว่า “ระยะเบรก” รถที่หยุดสนิท จะต้องเพิ่ม ระยะฟรีรันนิ่งและระยะเบรกเข้าไปด้วย สำหรับรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงจะต้องใช้เวลานานกว่า ปกติจนกว่ารถจะหยุดสนิท ดังนั้นวันที่ฝตก ถนนจะลื่น รถจะต้องหยุดเร็วกว่าปกติ

นักเรียนประถมโรงเรียนวัดสะพาน กรุงเทพมหานครลองนำแผ่นรองเขียนมากั้นเส้นทางเพื่อดูว่า Smart Car จะหยุดหรือไม่

นักเรียนโรงเรียนบ้านสังขะ จังหวัดสุรินทร์ช่วยกันสรุปความคิดว่ารถ Smart Car เคลื่อนที่ได้อย่างไร เพราะอะไร

(3) การทดลองครั้งที่ 2 ออกแบบเส้นทางถนน

ให้เด็ก ๆ วาดเส้นทางถนนหรือต่อแผ่นโฟมถนนเป็นเส้นทางให้รถวิ่ง

เด็กโรงเรียนบ้านห้วยห้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนกำลังวาดถนนเพื่อทดลองให้ Smart Car เคลื่อนที่ตามเส้นทางที่กำหนดไว้

นักเรียนโรงเรียนศรีวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทราช่วยกันต่อแผ่นโฟมเป็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของ Smart Car

หลังจากวาดถนนนักเรียนโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมาทดลองให้ smart car ทำงานเพื่อดูว่ารถสามารถเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่วาดไว้ได้หรือไม่

เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมช่วยกันคิดและสังเกตว่ารถเคลื่อนที่ได้เพราะอะไร และทำไมรถจึงหยุดเมื่อมีสิ่งกีดขวาง

ครูกระตุ้นให้เด็ก ๆ โรงเรียนอนุบาลนครพนม จังหวัดนครพนมคิด วิเคราะห์ หาข้อสรุปจากการเคลื่อนที่และการหยุดของรถ Smart Car ด้วยกระบวนการ Computaional Thinking

(4) การทดลองครั้งที่ 3 การสร้างการขับขี่ปลอดภัย

ให้เด็ก ๆ ตกแต่งรอบถนนเป็นเมือง ด้วยการต่อไม้บล็อกเป็นบ้าน ร้านค้าต่าง ๆ แล้วเล่นสมมติให้มีคนเดินข้ามถนน และลองบังคับรถให้หยุดให้ทันกับคนข้ามถนน

พี่ประถมโรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมานำไม้บล็อกมาต่อเพื่อตกแต่งเส้นทางการเคลื่อนที่ของ Smart Car

(2) ปัญหาของการทำงานนี้คืออะไร และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเลือกได้จะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเดิมหรือไม่

ภาพถนนของน้องแซน โรงเรียนปลูกปัญญา จังหวัดนครราชสีมา “ฉันกำลังจะข้ามทางม้าลาย มีไฟจราจร พอไฟสีแดง รถหยุด ฉันจึงข้าม”

5) การประเมินการทำงาน

(1) ให้เด็ก ๆ วาดภาพเมืองปลอดภัยจากการใช้ถนน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนถึงความเป็นเมืองปลอดภัย เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในชีวิตจริง

คุณพล เตชะกัมพุช ผู้ออกแบบสื่อและกิจกรรมอธิบายการทำงานของ Smart Car